ความดัน และ แรงดันอากาศ

แรงดันอากาศ

หากเกล่าวถึง แรงดันอากาศ และ ความดัน อากาศ เรามักจะสับสนว่า
1.แล้วเราควรจะเรียกว่าอะไร?
2.นอกจากความหมายของแรงดัน หรือ ความดันแล้ว มีคำอื่นๆเช่น ความดันเกจ, ความดันบรรยากาศ หมายความว่าอย่างไร และ สิ่งที่เราเห็นอยู่บนหน้าปัด หรือ บนตัวเลขของเครื่องมือวัดคืออะไร และ อ่านค่ากันอย่างไร
3.ต้องใช้เครื่องมือชนิดไหนเพื่อการวัดค่าแรงดัน หรือ ความดัน

ต่อไปนี้ เราจะมาทำความเข้าใจ ทั้ง 3 ข้อด้านบนกัน โดยเริ่มด้วยในส่วนแรกคือ ความหมายของแรงดัน

ความดันคืออะไร?

ความดัน ในทางฟิสิกส์คือ แรงต่อหน่วยพื้นที่ ซึ่งมักจะใช้ในการอธิบายพฤติกรรมที่ส่งผลต่อของไหล (น้ำ, อากาศ, โลหะเหลว) ได้สะดวกและง่ายกว่าการอธิบายในเชิงของแรง ซึ่งหน่วยของความดันโดยทั่วไปที่นิยมใช้คือ ปาสคาล หรือ นิวตันต่อตารางเมตร โดยหากเรานำวัตถุมาวางไว้บนพื้นผิวชนิดหนึ่ง แรงของวัตถุที่กระทำบนพื้นผิวนั้นจะถูกเรียกว่า “น้ำหนัก” แต่ต่างจากความดันที่ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการวางของวัตถุ ส่งผลให้หน้าสัมผัสกับพื้นผิวมีพื้นที่หน้าสัมผัสที่เปลียนไป ความดันที่เกิดขึ้นย่อมเปลี่ยนไปเช่นกัน

แรงดันอากาศ

ถ้าเราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความดัน หรือ แรงดัน ก็เรียกได้ทั้งคู่ แต่เพื่อความเข้าใจให้ตรงกัน ตามหลักการที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน ระหว่างคำว่า แรง และ แรงดัน ขอแนะนำว่าควรเรียกว่า “ความดัน” จะเข้าใจตรงกันมากกว่า

บางที เราอาจพบว่า ความหมายของความดัน เป็น “แรงดันต่อหน่วยพื้นที่” ซึ่งทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจ ขอให้ยึดตามหลักการนี้

ความดันในแบบต่างๆ

ก่อนที่เราจะมีเครื่องมือวัดความดันชนิดต่างๆ เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจประเภทต่างๆ ของความดัน โดยตามที่เราทราบมา หลายๆท่านยังคงมีความสับสนในความหมายของแรงดันประเภทต่างๆ ซึ่งส่งผลให้การเลือกเครื่องมือวัด มีความสิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย สูงโดยใช่เหตุ อันเนื่องมาจากการซื้อเครื่องมือวัดที่ผิดพลาด

+ความดันบรรยากาศ (Atmospheric pressure) หมายถึง ความดันอากาศโดยรอบ และ จะมีค่าที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูงของจุดที่เราวัด ซึ่งค่าความดันบรรยากาศ 1 atm. คือ ค่าความดันบรรยากาศโดยเฉลี่ยที่วัดที่ระดับน้ำทะเล
+ความดันเกจ/ความเป็นสุญญากาศ (Gauge pressure/Vacuum pressure): หมายถึง ความดันที่ได้จากเกจวัดความดันโดยใช้ความดันบรรยากาศเป็นจุดอ้างอิง โดยหากมีค่าเป็นบวก จะเรียกได้ว่าเป็นความดันเกจ แต่หายมีค่าเป็นลบ จะเป็นค่าความเป้นสุญญากาศ
+ความดันสัมบูรณ์ (Absolute pressure): หมายถึง ความดันโดยรวมของระบบ ซึ่งมาจากความดันบรรยากาศ
+ผลต่างของความดัน (Differential pressure): หมายถึง ผลต่างของความดันในสองจุดที่เราสังเกต

โดยจากความหมายของความดันที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น เราสามารถสรุปรวมเป็นภาพได้ดังนี้

แรงดันอากาศ

ซึ่งเมื่อเราทราบแล้วว่าความดันแบบต่างๆเป็นอย่างไร ต่อไปเรามาทำความรู้จักเครื่องมือวัดความดัน ที่มีหลากหลายประเภท เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องกันเลย

เครื่องมือสำหรับใช้วัดความดัน ประเภทต่างๆ

1.Barometer บารอมิเตอร์: บารอมิเตอร์เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ในสมัยโบราณโดยนักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้น เพื่อใช้ในการทดสอบหลักการในเรื่องของความดัน และเป็นชื่อที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียน อย่างไรก็ดี บารอมิเตอร์นั้นเป็นเครื่องมือวัดที่ใช้เพื่อ “วัดความดันบรรยากาศ” โดยในปัจจุบันที่แบบที่เป็นเข็ม เป็นกราฟ และ แบบดิจิตอล รวมถึงมีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย เช่น วัดอุณหภูมิได้ บันทึกข้อมูลได้ แจ้งเตือนได้ เป้นต้น

บางที เราอาจเรียกความดันบรรยากาศว่า ความกดอากาศ ซึ่งก็ใช้ได้เหมือนกัน

2.Pressure Gauge เครื่องวัดความดันเกจ/เกจวัดแรงดัน: เครื่องวัดความดันเกจ หรือ บางทีเราเรียกว่า เกจวัดแรงดัน เป็นอุปกรณ์ในการวัดแรงดันที่เกิดขึ้นในระบบ โดยมีตามความหมายของความดันเกจก็คือการให้ความดันบรรยากาศเป็นความดันอ้างอิง ค่าที่เกิดจากความดันเกจจึงไม่รวมค่าของความดันบรรยากาศไปด้วย แต่จะเป็นค่าที่มากขึ้นกว่าค่าความดันบรรยากาศ ซึ่งสามารถหาได้จากบารอมิเตอร์

การใช้เครื่องวัดความดันเกจ ในสมัยก่อนนั้นจะเป็นลักษณะของเข็มโดยใช้หลักการของสปริงในการต้านทานกับแรงดันที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันนี้ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น เราจะวัดได้โดยการติดตั้งเซอร์วัดความดันลงในระบบที่เราต้องการจะวัด โดยเซนเซอร์นั้นอาจจะมีหลักการ หรือ ระบบ ในการตรวจจับแรงดันที่แตกต่างกัน และจะนำมาประมวลผลโดยซอฟแวร์ ซึ่งการจะเลือกใช้แบบดิจิตอล หรือ แบบ อนาล็อก ก็แล้วแต่ลักษณะของงานที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม

3.Manometer แมนอมิเตอร์: หากเราต้องการหาผลต่างของความดันระหว่างจุดสองจุดที่เราสังเกต แมนอมิเตอร์คือสิ่งที่จะช่วยเราได้ แมนอมิเตอร์ เป้นเครื่องมือวัดที่มาพร้อมกับท่อสองท่อที่ให้เรามาใช้เพื่อติดตั้งในจุดที่เราสังเกต เพื่อหาความต่างของแรงดัน รวมถึง สามารถหาทิศทางของการไหลของแรงดันได้ด้วย

โดยสรุปแล้ว การที่เราเข้าใจในความหมายของความดัน มีความสำคัญมากต่อการเลือกเครื่องมือ เนื่องจากมีลักษณะการใช้งานและจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เราจึงควรทำความเข้าใจในเรื่องทางทฤษฎีให้ได้เป็นพื้นฐาน และในส่วนของเครื่องมือวัดนั้น เราก้ต้องปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานอย่างเคร่งครัดด้วย เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานและเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ใช้เอง

การทดสอบความชื้นพื้นปูน

เครื่องวัดความชื้นปูน

เครื่องวัดความชื้นปูน การทดสอบความชื้นพื้นปูน Moisture Content ของพื้นปูนก่อนการทาสีอีพ็อกซี่นั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ หากเราไม่รู้หรือไม่มีการทดสอบความชื้นของคอนกรีตแล้ว การทาสีอีพ็อกซี่หรือสีอื่นลงไปก็มีแต่ความเสี่ยงที่จะเกิดการหลุดร่อนและสร้างปัญหาใหญ่ให้กับเราในอนาคต

การทดสอบความชื้นพื้นปูนคือการวัดค่า “Moisture Vapor Transmission” การไหลผ่านของไอความชื้นจากผิวดินข้างล่างขึ้นมาที่ผิวคอนกรีต เป็นสภาวะของการปรับสมดุลของความชื้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นระหว่างความชื้นในผิวดินกับผิวคอนกรีต เช่น ถ้าอุณหภูมของผิวคอนกรีตแห้งกว่าที่พื้นดิน ความชื้นก็จะทำการปรับสมดุลโดยการดันชื้นจากดินผ่านเข้ามาผิวหน้าปูน เป็นต้น

พื้นคอนกรีตดูเหมือนแข็งและมีความหนาแนานสูงแต่ที่จริงแล้วคอนกรีตก็เหมือนฟองน้ำนี่เอง มีรูพรุนมาก ทำให้เกิดการดูดซับหรือซึมผ่านของน้ำได้ ดังนั้นเมื่อมีไอน้ำหรือหรือความชื้นที่ใต้ดินติดกับผิวคอนกรีตก็สามารถซึมผ่านผิวคอนกรีตด้วยกระบวนการ “Hydrostatic Pressure” ได้ แต่เมื่อเราทำการทาสี Epoxy หรือสีอื่นทับลงที่ผิวคอนกรีต พื้นพวกนี้ไม่ยอมให้ความชื้นหรือไอไหลผ่านได้เพราะผิวสารเคลือบพื้นไม่มีรูพรุน ความชื้นจึงพยายามดันผ่านฟิล์มสีออกมา จึงทำให้เกิดการฟอง บวมและสีหลุดร่อน

การทดสอบความชื้นพื้นปูน ด้วยการสังเกตุด้วยตาเปล่านั้น สามารถทำไดโดยให้ทำการสังเกตุลักษณะของพื้นปูนว่ามีคลาบขาวของปูนหรือเปล่า ซึ่งคลาบขาวนี้เราเรียกว่า “Efflorescence” ซึ่งเกิดจากความชื้นที่ไหลผ่านคอนกรีตแล้วเกิดการควบแน่นของไอน้ำ เกิดเป็นคลาบของแคลเซียมไฮดรอกไซด์

หากไม่แน่ในหรือเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ผล การทดสอบความชื้นพื้นปูนด้วยวิธีข้่้างต้น ท่านสามารถทดสอบด้วยวิธีการทดสอบจะออกมาเป็นตัวเลข คือ หากค่าการทดสอบได้ค่าน้อยกว่า 4 แสดงว่าพื้นมีความชื้นปูนต่ำ ท่านสามารถทำการทาสี Epoxy ได้เลย

เครื่องวัดความชื้นปูน

 

ระดับความชื้นในคอนกรีตที่เหมาะสมสำหรับงาน Furnishings ที่ต้องมีการปิดคลุมผิวคอนกรีต (Coverings) จะขึ้นอยู่กับการใช้งานและการตกแต่งพื้นในภายหลัง ในพื้นคอนกรีตที่เปิดโล่งอาทิเช่น พื้นโรงงานและพื้นโกดัง

ความชื้นจากใต้พื้นดินจะสามารถส่งผ่านขึ้นมาสู่ผิวบนของคอนกรีตได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้ใช้วัสดุกั้น (Barrier) หรือวัสดุหน่วงการระเหยของไอน้ำ (Vapor Retarders) ก่อนการเทคอนกรีต ความชื้นในคอนกรีตจะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไออย่างช้าๆ โดยจะเกิดขึ้นบริเวณผิวหน้าของพื้นคอนกรีตโดยมากมักไม่มีผลทำให้เกิดความเสียหายใดๆ อย่างไรก็ตามหากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเหมาะสม ความชื้นจากคอนกรีตที่ระเหยขึ้นมาจะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำบนผิวหน้าของคอนกรีตได้ ทำให้วัสดุปิดผิวบวมหรือถึงกับหลุดร่อนออกมา

วิธีการลดโอกาสการเกิดการกลั่นตัว (Condense) ของความชื้นภายในคอนกรีตจนกลายเป็นหยดน้ำ สามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่การพยายามรักษาระดับความชื้นสัมพัทธ์บริเวณผิวบนของคอนกรีตให้ต่ำกว่า 85%

ในกรณีที่พื้นมีการขัดมันหรือมีการเคลือบวัสดุประเภทปรับปรุงคุณสมบัติของผิวหน้าคอนกรีตโดยไม่ได้ใช้วัสดุกั้นหรือหน่วงการระเหยของไอน้ำ สามารถยินยอมให้มีระดับความชื้นสัมพัทธ์บริเวณผิวบนของคอนกรีตได้ไม่เกิน 95% การขัดผิวหน้าของพื้นเช่นการพ่นเม็ดเหล็ก (Shotblasting) จะช่วยทำให้ความชื้นจากภายในคอนกรีตสามารถระบายอากาศได้อย่างสะดวก ทำให้ความชื้นสัมพัทธ์บริเวณผิวบนของคอนกรีตลดต่ำลงได้ แต่อย่างไรก็ดีการขัดผิวหน้าออกจะทำให้ความสามารถในการรับแรงขัดสีลดน้อยลง

การวัดระดับความชื้นในคอนกรีตสามารถวัดได้โดยอุปกรณ์ที่ใช้วัดความชื้นโดยเฉพาะซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศด้วยการเจาะรูเข้าไปในพื้นคอนกรีตที่ความลึก 1/3 ของความหนาของพื้น และหย่อนหัววัด (Probe) ลงไปแล้วปิดรูด้วยวัสดุกั้นความชื้น ทิ้งเอาไว้เป็นเวลา 3 วันแล้วจึงอ่านค่าความชื้นในพื้นคอนกรีต โดยระดับความชื้นสูงสุดในคอนกรีตที่เหมาะสมสำหรับงาน Furnishings

พลังงานชีวมวล หรือ พลังงานมวลชีวภาพ (Biomass Energy)

พลังงานชีวมวล

พลังงานชีวมวล หรือ พลังงานมวลชีวภาพ (Biomass Energy) คือ พลังงานที่ถูกเก็บสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตหรือสารอินทรีย์ทั่วๆ ไปตามธรรมชาติหรือในชีวมวล(Biomass) ที่เราสามารถนำมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้ เช่น ต้นหญ้า ต้นไม้ กิ่งไม้ หรือเศษวัสดุที่เหลือจากการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม เช่น ฟาง ขี้เลื่อย แกลบ ชานอ้อย เศษไม้ เปลือกไม้ มูลสัตว์ รวมทั้งของเหลือหรือขยะจากครัวเรือนมนุษย์ โดยอาจจะไม่ต้องผ่านหรือต้องผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานในรูปแบบที่สามารถใช้ได้ การไม่ผ่านการแปรรูปเลย เช่น การเผาเพื่อให้ได้พลังงานความร้อน ส่วนการต้องผ่านการแปรรูป เช่น ทำให้เป็นกลายเอทานอล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ, ความสะดวกและความต้องการจะใช้งานรูปแบบใดมากกว่ากัน

ชีวมวล หรือ มวลชีวภาพ (Biomass) คือ สารอินทรีย์ทั่วๆไปจากธรรมชาติ ที่จะสะสมพลังงานเก็บเอาไว้ในตัวของมันเอง และสามารถนำพลังงานของมันที่เก็บสะสมเอาไว้มาใช้ประโยชน์ได้

ตัวอย่างของสารอินทรีย์

เช่น เศษหญ้า เศษไม้ เศษวัสดุเหลือที่ทิ้งจากการเกษตรหรือจากการอุตสาหกรรม เช่น ขี้เลื่อย ฟาง แกลบ ชานอ้อย เป็นต้น

แกลบ ได้จากการสีข้าวเปลือก
ชานอ้อย ได้จากการผลิตน้ำตาลทราย
เศษไม้ ได้จากการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัสเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนได้จากสวนป่าที่ปลูกไว้
กากปาล์ม ได้จากการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด
กากมันสำปะหลัง ได้จากการผลิตแป้งมันสำปะหลัง
ซังข้าวโพด ได้จากการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดออก
กาบและกะลามะพร้าว ได้จากการนำมะพร้าวมาปลอกเปลือกออกเพื่อนำเนื้อมะพร้าวไปผลิตกะทิ และน้ำมันมะพร้าว
ส่าเหล้า ได้จากการผลิตแอลกอฮอล์เป็นต้น
สาหร่าย ได้จากการสกัดน้ำมันดิบออกจากสาหร่ายสด
หญ้าเนเปียร์

เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (wood pellets) จัดเป็นประเภทหนึ่งของเชื้อเพลิงที่ทำจากไม้ ซึ่งโดยทั่วไปจะผลิตจากขี้เลื่อยหรือเศษวัสดุจากการผลิตไม้แปรรูป หรือเศษไม้ที่เหลือใช้จากโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ และยังรวมถึงไม้จากการโค่นต้นไม้ที่ไม่จำเป็นหรือยืนต้นตาย การตัดแต่งกิ่งไม้ เป็นต้น เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด มีการผลิตในหลากหลายรูปแบบและยังมีคุณภาพสินค้าที่หลากหลายขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ ทั้งที่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้า, การให้ความร้อนกับที่อยู่อาศัยและการใช้งานประเภทอื่นๆ เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด มีความหนาแน่นสูงมากจากกระบวนการผลิต และจากกระบวนการให้ความร้อนสูงทำให้มีความชื้นต่ำ (ต่ำกว่า 10%) ซึ่งช่วยให้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด สามารถที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงมาก

นอกจากนี้ด้วยรูปทรงของตัวเชื้อเพลิงที่เป็นรูปทรงกระบอกมีขนาดค่อนข้างเท่ากันทุกชิ้น และมีขนาดเล็กทำให้สามารถที่จะนำระบบการป้อนเชื้อเพลิงอัตโนมัติมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถกำหนดปริมาณของเชื้อเพลิงได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถใช้ระบบการปล่อยเชื้อเพลิงแบบกรวย หรือระบบสายพานแบบนิวเมตริกก็ได้เช่นเดียวกัน. เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดมีความหนาแน่นสูงมาก (650-700 Kg/CBM) ทำไห้ได้เปรียบเชื้อเพลิงชีวมวลประเภทอื่นทั้งในด้านของพื้นที่ในการจัดเก็บและด้านการขนส่งในระยะทางที่ค่อนข้างไกลก็สามารถขนได้ในปริมาณที่มาก. เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดสามารถที่จะขนถ่ายจากที่เก็บขนาดใหญ่ให้กับรถขนส่งหรือไซโล (Silo) ตามความต้องการของลูกค้าได้โดยสะดวก.

ในส่วนของเตาเผาเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ซึ่งมีหลากหลายประเภททั้งเตาเผาให้ความร้อนส่วนกลางและเตาเผาสำหรับการใช้งานประเภทต่างๆ ได้รับการพัฒนาและมีการขายในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 1999. การปรับขึ้นราคาอย่างรวดเร็วของเชื้อเพลิงฟอซซิลในปี 2005 ทำให้ความต้องการเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดเพิ่มขึ้นทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา ทำให้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดมีการผลิตในระดับที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้เกิดขึ้น ตามข้อมูลของ International Energy Agency Task 40 กล่าวว่าการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่า ตัวในช่วงระหว่างปี 2006 ถึง 2010 มีปริมาณการผลิตมากกว่า 14 ล้านตัน และในรายงานปี 2012 ของ Biomass Energy Resource Center กล่าวว่า ปริมาณการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดในทวีปอเมริกาเหนือจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายในห้าปีข้างหน้านี้. ข้อดีของเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด

พลังงานชีวมวล

1. สะดวกในการขนส่ง และประหยัดค่าขนส่งเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชีวมวลชนิดอื่นเนื่องจากมีความหนาแน่นสูง (Bulk Density) ประมาณ 650-700 กิโลกรัม/ลูกบากศ์เมตร ในขณะที่ชิ้นไม้สับจะมีความหนาแน่นอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลกรัม/ลูกบากศ์เมตร และขี้เลื่อยความหนาแน่นที่ 200 กิโลกรัม/ลูกบากศ์เมตร.
2. สามารถควบคุมปริมาณการใช้ได้ง่ายเพราะมีขนาดที่เท่าๆกัน มีน้ำหนักที่ค่อนข้างแน่นอน ประสิทธิภาพของอัตราการเผาไหม้อยู่ที่มากกว่า 80% ของเตาเผา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้เตาเผาที่ต้องการอัตราการเผาไหม้ที่สม่ำเสมอ และมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์.
3. มีขี้เถ้าน้อยกว่าชีวมวลประเภทอื่น (3%) การจัดการขี้เถ้ามักจะเป็นปัญหาสำคัญของผู้ที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล โดยเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชีวมวลประเภทอื่นนั้น Wood Pellets มีขี้เถ้าน้อยมากคือไม่เกิน 3% ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขี้เถ้าส่วนเกินได้อีกทางหนึ่ง
4. ให้พลังงานความร้อนมากกว่าชีวมวลประเภทอื่น (High Heating Value) โดยมีค่า Net Calorific Value มากกว่า 16.5 MJ/kg แต่ถ้าเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลที่ไม่ได้มีการอัดและลดความชื้นค่าพลังงานจะอยู่ที่ประมาณ 10.9 MJ/kg เช่นไม้ฟืน ไม้สับ ขี้เลื่อย ขี้กบ สาเหตุที่เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดมีค่าพลังงานมากกว่าเป็นเพราะมีความชื้นน้อยกว่า 10% และเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดถือว่าเป็นแหล่งพลังงานที่มีค่าพลังงานสูง โดยเมื่อนำมาเปรียบเทียบค่าพลังงานกับน้ำมันเบานั้น เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด 2 กิโลกรัมจะเท่ากับน้ำมันเบา 1 ลิตรเลยทีเดียว ในขณะที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก
5. ค่าความชื้นต่ำ (น้อยกว่า10%) ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าค่าความชื้นของเชื้อเพลิงมีอัตราแปรผกผันกับค่าพลังงาน ยิ่งเชื้อเพลิงมีความชื้นมาก ก็หมายความว่าคุณกำลังซื้อน้ำ แทนที่จะได้เชื้อเพลิงในการผลิตพลังงาน.
6. เป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หนึ่งในก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน(Global Warming) เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาชีวมวลจะถูกหมุนเวียนกลับไปใช้โดยพืชเพื่อสังเคราะห์แสง (Carbon Offset)

ตารางแสดงสัดส่วนการเกิดชีวมวลต่อปริมาณผลผลิตที่ใช้ประเมินปริมาณการเกิดชีวมวลแต่ละชนิด
ชนิดพืช ชนิดชีวมวล สัดส่วนชีวมวลต่อผลผลิต(ตัน/ตันผลผลิต)
1. ข้าว 1. ฟางข้าว 0.49
2. แกลบ 0.21
2. อ้อย 3. ใบและยอดอ้อย 0.17
4. ชานอ้อย 0.28
3. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5. ยอด ใบและลำต้นข้าวโพด 1.84
6. ซังข้าวโพด 0.24
4. มันสำปะหลัง 7. เหง้ามันสำปะหลัง 0.2
8. กากมันสำปะหลัง 0.06
9. เปลือกมันสำปะหลัง 0.28
5. ปาล์มน้ำมัน 10. ลำต้นปาล์มน้ำมัน 1
11. ใบและทางปาล์ม 1.41
12. ทะลายปาล์มเปล่า 0.32
13. เส้นใยปาล์ม 0.19
14. กะลาปาล์ม 0.04
6. ถั่วเหลือง  ถั่วเขียว  ถั่วลิสง 15. ยอด ใบและลำต้น 1.177
7. ยางพารา 16. ตอ รากและกิ่งก้านไม้ยางพารา 5 ตันต่อไร่
17. ปลายไม้ยางพารา 12 ตันต่อไร่
18. ปีกไม้ยางพารา 12 ตันต่อไร่
19. ขี้เลื่อยและเศษไม้ยางพารา 3 ตันต่อไร่
8. มะพร้าว 20. จั่นและทะลายมะพร้าว 0.29
21. เปลือกและกาบมะพร้าว 0.33
22. กะลามะพร้าว 0.25
9. มะม่วงหิมพานต์ 23. เปลือกมะม่วงหิมพานต์ 0.74

คู่มือการใช้งาน เครื่องตรวจหาโลหะ MD03 (MD-88) ตอนที่ 1

คุณสมบัติทั่วไป

เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน MD03 มีจานค้นหามาให้ 2 จาน

สำหรับการใช้งานปกติทั่วไป เช่น ภายในอาคาร หรือ บริเวณพื้นดินที่มีเศษโลหะปนอยู่มาก ให้ใช้จานเล็ก ซึ่งจะให้ความแม่นยำกว่า

สำหรับการใช้งานเฉพาะด้าน เช่น ภายนอกอาคาร หรือ บริเวณพื้นดินที่ไม่มีโลหะปนเปื้อน และ ของที่ต้องการหาอยู่ลึก ควรใช้จานใหญ่

การหาโลหะใต้พื้นดินหนา ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบทางธรณีวิทยาได้ เนื่องจากมีแร่หลากหลายชนิดผสมปนอยู่ในเนื้อดิน ซึ่งแร่เหล่านี้ก็สามารถทำให้เครื่องตรวจหาโลหะส่งสัญญาณออกมาได้เช่นกัน สัญญาณจากแร่พวกนี้อาจกลบสัญญาณของโลหะที่ต้องการค้นหา ทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้

คนที่เคยใช้ เครื่องตรวจหาโลหะรุ่นเก่า จะสังเกตเห็นเกิดการเปลี่ยนแปลงสัญญาณเมื่อจานเคลื่อนผ่านผิวหน้าดินที่ไม่สม่ำเสมอ หรือในกรณีที่จานเคลื่อนผ่านกองดิน หินหรือเศษอิฐ โอกาสที่เครื่องตรวจหาโลหะจะส่งสัญญาณมีสูง ลักษณะนี้เรียกว่า มีการปนเปื้อนของแร่ ด้วยเหตุนี้  เครื่องตรวจหาโลหะรุ่นเก่า จึงไม่สามารถหาของที่อยู่ลึกได้

เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน MD03 เพิ่มระบบ ground balance เข้ามา เพื่อตัดการรบกวนจากการปนเปื้อนของแร่และเลือกค้นหาโลหะเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค

ความถี่ส่ง 6.99 KHz (+-2KHz)

ความถี่สัญญาณ 400 Hz

น้ำหนัก 4.5 kg

อุณหภูมิที่ใช้งาน -10 ~ 40C

ใช้ไฟ 12V

ความลึกสูงสุด : 5 เมตร (จานใหญ่)

2.5 เมตร (จานเล็ก)

ความลึกของการตรวจจับ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผิวหน้าของบริเวณที่ค้นหา รูปร่างและปริมาณขนาดของวัตถุที่ต้องการค้นหา

โดยทั่วไป วัตถุยิ่งมีขนาดใหญ่ ยิ่งมีจำนวนมาก ก็ยิ่งสามารถถูกหาเจอในที่ลึกกว่าได้

ความลึกสูงสุดข้างต้น อ้างอิงโดยใช้ แผ่นอลูมิเนียม ขนาด 60 x 60 x 1 ซม. ฝังในดินแห้ง

เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน

คำอธิบาย ส่วนควบคุมต่างๆ

เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน
เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน

ด้านล่างของมิเตอร์นี้ จะมีปุ่มกด เรียกว่า ปุ่มความจำ หากกดหนึ่งครั้ง วงจรความจำจะเริ่มทำงาน โดยเก็บค่าสภาพแวดล้อม ของสถานที่ๆทำการค้นหา  ตัวอย่างเช่น เมื่อจานอยู่เหนือดิน เครื่องจะส่งสัญญาณของดิน ถ้ากดปุ่มตอนนั้นเลย สัญญาณจะถูกตัดไป ดังนั้นไม่ควรกดปุ่มนี้ที่ใกล้โลหะ เพราะจะทำให้หาโลหะไม่เจอถ้าเอาไปใช้หาโลหะบริเวณอื่น หากกดปุ่มค้างไว้ เครื่องจะไม่ตอบสนองกับวัตถุใดๆทั้งสิ้น

ก่อนการปรับปุ่มควบคุมใดๆ ควรกดปุ่มความจำค้างไว้จนกว่าจะเสร็จสิ้นการปรับ

การเปลี่ยนสถานที่หรือสภาพแวดล้อม อาจทำให้เข็มเบี่ยงออกจากศูนย์

ถ้ากดปุ่มแล้วปล่อย ณ.ขณะนั้น เข็มจะตีกลับมาที่ตำแหน่งศูนย์ ระหว่างทำการค้นหา ต้องกดปุ่มแล้วปล่อยเป็นช่วงๆ

หากหมุนปุ่มนี้ไปตามเข็มนาฬิกา เสียงจะค่อยๆเพิ่มขึ้น จากไม่มีเสียง แล้วค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ

ระหว่างทำการค้นหา ควรมีเสียงเบาสม่ำเสมอจากเครื่อง เสียงนี้เรียกว่า “threshold”

สิ่งที่ต้องทำคือค่อยๆปรับปุ่มนี้จนได้ยินเสียงครางเบาๆ ยิ่งเบาพอได้ยินเท่าไรยิ่งดี เครื่องมีความไวที่สุด ถ้าปรับเสียงเบาที่สุด

เมื่อทำการปรับเสียง threshold ต้องกดปุ่มความจำค้างไว้จนเสร็จ

ขณะทำการค้นหา เมื่อไรก็ตามถ้าระดับเสียง threshold เปลี่ยน ให้กดปุ่มความจำแล้วปล่อยทันที เพื่อเป็นการรีเซ็ต

ปุ่มควบคุมความไว หากหมุนทวนเข็มนาฬิกาจนสุด ค่าความไวเป็นต่ำสุด ความลึกในการตรวจจับจะตื้น ถ้าหมุนตามเข็มนาฬิกา ความไวจะค่อยๆเพิ่มขึ้น ตำแหน่งขวาสุด จะใด้ความไวสูงสุด ได้ความลึกในการตรวจจับมากสุด

แน่นอนที่สุด เราคาดหวังว่าเครื่องจะสามารถค้นหาได้ลึกๆ แต่อย่าลืมผลจากการปนเปื้อนของแร่ ในบริเวณที่มีการปนเปื้อนของแร่มาก ถ้าเพิ่มความไว จะทำให้การจับสัญญาณผิดพลาด เครื่องจะส่งสัญญาณทุกที่ทั่วบริเวณ ผลก็คือ ไม่สามารถหาอะไรเจอ ในสถานการณ์แบบนี้ เราควรลดความไวที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบของการปนเปื้อนของแร่ ในบริเวณที่ดินมีความสม่ำเสมอ และไม่มีเศษโลหะ สามารถปรับความไวสูงๆได้ ทำให้หาของที่อยู่ลึกได้

หมายเหตุ : ทุกครั้งที่ปรับความไว ต้องกดปุ่มความจำแล้วปล่อยเสมอ

การใช้งาน เครื่องวัดระยะเลเซอร์ SNDWAY M series

เครื่องวัดระยะเลเซอร์ SNDWAY M series

เครื่องวัดระยะเลเซอร์ SNDWAY M series ราคาประหยัด ความสามารถเกินตัว ทำอะไรใด้บ้าง

การใช้งาน เครื่องวัดระยะเลเซอร์ SNDWAY M series
การใช้งาน เครื่องวัดระยะเลเซอร์ SNDWAY M series

หากต้องการ วัดระยะ เพียงกดปุ่มทีเดียวก็ใด้ระยะตามต้องการ

สามารถวัดต่อเนื่อง โดยค่าที่วัดใด้จะชึ้นเรียงบรรทัดบนหน้าจอ

หาพื้นที่สี่เหลี่ยม โดยกดวัดระยะ ด้านยาว ด้านกว้าง เสร็จแล้ว เครื่องจะคำนวนออกมาเป็นพื้นที่ให้เอง

หาปริมาตรลูกบาศก์สี่เหลี่ยม โดยกดวัดระยะ ด้านยาว ด้านกว้าง ความสูง เสร็จแล้ว เครื่องจะคำนวนออกมาเป็นปริมาตรให้เอง

สามารถ ทำการ บวก หรือ ลบ ค่าที่วัดใด้

สามารถหาความสูงใด้ โดยยิงวัด ไปที่ยอดและฐานที่ต้องการวัด

สามารถเลือกระยะอ้างอิงใด้ว่าจะวัดระยะจากหน้าเครื่องหรือท้ายเครื่อง

รายละเอียดหน้าจอ เครื่องวัดระยะเลเซอร์ SNDWAY M Series

เครื่องวัดระยะเลเซอร์ SNDWAY

เครื่องวัดระยะเลเซอร์ SNDWAY เป็น เครื่องวัดระยะ รุ่นใหม่ ราคาประหยัด แต่ความสามารถการใช้ง่าย นอกจากไม่ด้อยกว่า แล้วยังเหนือกว่า เครื่องวัดระยะ ราคาแพงๆ ในบางฟังชั่น

บทความนี้จะขอแนะนำ รายละเอียด ปุ่มการใช้งานต่างๆ ของ เครื่องวัดระยะ SNDWAY M Series

เครื่องวัดระยะเลเซอร์
SNDWAY เลเซอร์ วัดระยะ

M series ถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กกระทัดรัด เหมาะมือกับทุกๆคน จึงลดปุ่มใช้งานทั้งหมดเหลือเพียง 6 ปุ่ม เท่านั้น แต่การใช้งาน ไม่ใด้ลดตามจำนวนปุ่ม เนื่องจาก ผู้ผลิตได้รวมการใช้งานหลายอย่างไว้ครบถ้วนไว้ใน 6 ปุ่มเหล่านี้แล้ว ตามรูป ด้านบน

1 คือ หน้าจอแสดงผล และ สถานะต่างๆ ของเครื่อง ขณะใช้งาน

2 เป็นระดับน้ำแนวนอน เอาไว้เทียบระดับเครื่องเวลาวัดแนวราบว่าขนานกับพื้นจริงๆ

3 ปุ่มนี้ ทำหน้าที่ 2 อย่าง

อย่างแรก คือ กดเปิดให้เครื่องทำงาน

อย่างทีสองคือเมื่อเครื่องเปิดใช้งานแล้ว กดปุ่มนี้วัดระยะต่างๆ

4 ปุ่มนี้ ใช้เลือก การวัดระยะ แบบ ต่างๆ

5 ปุ่มนี้ ทำหน้าที่ 2 อย่าง

อย่างแรก คือ กดเลือกว่าจะอ้างอิงระยะจากหน้าเครื่องหรือท้ายเครื่อง

อย่างทีสอง คือ กดเลือกหน่วยว่าจะเป็น เมตร ฟุต หรือ นิ้ว

6 ปุ่มนี้ ใช้ บวก หรือ ลบ ค่า ที่วัด 2 ค่า

7 ปุ่มนี้ ใช้บันทึกค่าที่วัดไว้

8 ปุ่มนี้ ทำหน้าที่ 2 อย่าง

อย่างแรก คือ ใช้ปิดการทำงาน

อย่างทีสอง คือ ใช้ล้างข้อมูลหน้าจอ

 

Hygro-Thermometer เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นแบบแขวนหรือตั้งโต๊ะ

เครื่องวัดอุณหภูมิ และ ความชื้น แบบแขวนหรือตั้งโต๊ะ

เครื่องวัดอุณหภูมิ (Thermometer) ที่ถูกต้อง ควรวัด ควบคู่กับความชื้น (Humidity) ด้วย เนื่องจาก  เปอร์เซ็นต์ความชื้น บ่งบอกถึงความสบายตัวหรือไม่สบายตัวได้ เมื่อเปอร์เซ็นต์ความชื้นมาก ความเหนียวเหงื่อจะออกมากเพราะความสามารถในการระเหยของเหงื่อจากร่างกายสู่อากาศจะสู้อากาศที่ความชื้นต่ำ ๆ ไม่ได้ ซึ่งเรียกว่าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ

ยิ่งความชื้นสัมพัทธ์มากขึ้นเท่าไรความไม่สบายตัวจะยิ่งมากขึ้น ค่าที่เป็นไปได้มากที่สุดของความชื้นสัมพัทธ์ Relative Humidity คือ 100% ซึ่งถ้าความชื้นสัมพัทธ์ขึ้นถึงจุดนี้ ในอุณหภูมิหนึ่ง เช่น ที่อากาศอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส วัดความชื้นสัมพัทธ์ได้ 100 % จุดนี้ในภาษาอังกฤษเรียกจุด Dew Point ในภาษาไทยเรียกจุดหยดน้ำค้าง หมายถึง จุดที่อากาศไม่สามารถรับไอน้ำได้อีกต่อไป เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือจะต้องมีไอน้ำบางส่วนควบแน่นออกมาเป็นน้ำ เรียกเข้าใจง่าย ๆ คือ จุดที่ฝนจะตกนั่นเอง

จุด Dew Point ที่อุณหภูมิต่ำ ๆ หมายถึงจุดที่ หิมะตก น้ำค้างแข็ง ฯลฯ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ กับความสัมพันธ์ของอุณหภูมิกับความชื้นสัมพัทธ์ได้ดังนี้ ที่อุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียส วัดความชื้นสัมพัทธ์ได้ 0 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ร่างกายรับรู้หรือมีความรู้สึกถึงอุณหภูมิของอากาศที่ 21 องศาเซลเซียส (อากาศแห้งความชื้นน้อย การขับเหงื่อดี ร่างกายมนุษย์รับรู้กับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจากการกระจายส่งผ่านความร้อนในร่างกาย การระเหยของเหงื่อมากกว่าอุณหภูมิภายนอก)

ที่อุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียสเท่ากัน แต่วัดความชื้นสัมพัทธ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์จะทำให้ร่างกายรับรู้มีความรู้สึกว่าอยู่ที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส

ความชื้น 0 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นสัมพัทธ์มีผลเช่นกันต่อสิ่งของ สิ่งปลูกสร้าง เช่นที่อุณหภูมิสูง ๆ แต่วัดความชื้นสัมพัทธ์ได้น้อย ๆ หมายถึงน้ำจะระเหยได้เร็ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ น้ำบนพื้นดินระเหยเร็วขึ้น เสื้อผ้าที่ตากไว้แห้งไวขึ้น อุปกรณ์ไม้ที่ถูกทาสีไว้ที่โอกาสที่สีจะแตก หลุดเสียหายได้

แต่ที่อุณหภูมิสูง และ ความชื้นสัมพัทธ์ มากด้วย การระเหยของน้ำจะไม่ดี ทำให้มีผลต่อการเกิดเชื้อราได้สร้างความเสียหายกับสิ่งของได้

ดังนั้นในสถานที่สำคัญ ๆ เช่นห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ราคาแพง ห้องผ่าตัด หรือสถานที่ที่ต้องการความละเอียดอ่อนในการดูแลรักษา จะต้องมีเครื่องควบคุมความชื้น humidifier, หรือ dehumidifier

เครื่องตรวจจับอัคคีภัยเริ่มต้น (Initiation Smoke Detector)

Smoke Detector

การตรวจจับอัคคีภัยเป็นมาตรการเฝ้าระวังอัคคีภัยโดยใช้ Smoke Detector เทคนิคทางกลตรวจจับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างมีการลุกไหม้เป็นไฟ (Fire Development Stages) แล้วส่งสัญญาณออกมาเพื่อเป็นการเตือนภัย หรือสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อยุติเหตุก่อนจะเกิดอัคคีภัยหรือการลุกลาม

จุดประสงค์หลักของการตรวจจับอัคคีภัยคือกระตุ้นให้มีการตอบโต้สัญญาณเตือนที่เกิดขึ้นเช่น ดับเพลิงทั้งแบบปกติทั่วไปและ/หรือด้วยอุปกรณ์อัตโนมัติ อพยพคนออกจากพื้นที่นั้น ขนย้ายทรัพย์สิน หยุดการผลิต ฯลฯ และเพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องของการ ตรวจจับอัคคีภัยดียิ่งขึ้นขออธิบายขั้นตอนการเกิดไฟซึ่งมีด้วยกัน 4 ขั้นตอนแสดงดังรูปที่ 1 ดังต่อไปนี้

1. ขั้นเริ่มต้น (Incipient Stage) เริ่มมีการเผาไหม้ในขั้นแรกสุดแต่ไม่สามารถสังเกตผลผลิตของไฟ (Products of fire) ได้ไม่ว่าจะเป็นควัน เปลวไฟ หรือปริมาณความร้อนที่วัดค่าได้(Appreciable heat) ค่าอันตรายโดยเฉลี่ยจะอยู่ในระดับ “ไม่มีอันตราย” (No hazard)

2. ขั้นมีควัน (Smoldering Stage) เริ่มมีควัน แต่ยังไม่มีเปลวไฟหรือปริมาณความร้อนที่วัดค่าได้ ค่าอันตรายโดยเฉลี่ยจะอยู่ในระดับ“อันตรายปานกลาง” (Moderate hazard)

3. ขั้นมีเปลวไฟ (Flame Stage) เริ่มมีเปลวไฟทำให้มองเห็นว่าเป็นไฟแต่ยังไม่สามารถวัดค่าความร้อนได้ทว่าอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆค่าอันตรายโดยเฉลี่ยจะอยู่ในระดับ “อันตรายปานกลาง” (Moderate hazard) จนถึง “อันตรายมาก” (Major hazard)

4. ขั้นมีความร้อน (Heat Stage) มีความร้อนที่สามารถวัดค่าได้เกิดขึ้นแล้วและเริ่มมีการลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้ ค่าอันตรายโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ “อันตรายมาก”(Major hazard) ระยะห่างระหว่าง Incipient Stage และ Smoldering Stage จะกินเวลานับเป็นนาทีหรือนับเป็นชั่วโมงระยะห่างระหว่าง Flame Stage และHeat Stage จะกินเวลานับเป็นนาทีหรือวินาที [1] [2]

 

Smoke Detector
Smoke Detector

รูปที่ 1 แสดงขั้นตอนการเกิดการลุกไหม้ของอัคคีภัย (Fire Development Stages)

สำหรับไฟประเภท B บางชนิด Heat Stage จะเกิดขึ้นหลังจาก Incipient Stage อย่างกระชั้นชิด นั่นคือ นับตั้งแต่เริ่มมีการเผาไหม้ขั้นแรกสุดจนถึงการเกิดไฟลุกลามจะกินเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีตามแนวทางอุดมคติ การตรวจจับอัคคีภัยจะต้องทำให้ได้ในช่วงที่ไฟกำลังอยู่ในขั้นของ Smoldering Stage เพราะหลังจากนั้นแล้วแทบจะไม่มีผลอะไรเนื่องจากมีเวลาน้อยมากที่จะกระทำการตอบโต้อย่างได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการดับไฟหรือการอพยพ พูดง่ายๆ ถ้าทางเลือกอยู่ที่การดับเพลิง เราจะต้องตัดวงจรของการเกิดไฟไว้ที่ขั้นของ Smoldering Stage อย่างน้อยที่วินาทีสุดท้ายของขั้นตอนนี้ก็ยังดีกว่าจะปล่อยให้ไฟไหม้ไปถึง Flame Stage และหากทางเลือกอยู่ที่การหนีไฟ เราก็จะต้องมีมาตรการตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนให้มีการหนีก่อนที่จะมีการลุกลามไปถึงขั้น Flame Stage และ Heat Stage

อุปกรณ์ตรวจจับอัคคีภัย (Fire Detection Device)

อุปกรณ์ตรวจจับอัคคีภัยจัดเป็นอุปกรณ์เริ่มต้น (Initiating Device) ของระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทำงานร่วมกับอุปกรณ์หลักในระบบอีก 3 ส่วน ได้แก่ อุปกรณ์แจ้งเตือน (Notification Device) แหล่งจ่ายกำลังไฟฟ้า (Power Supply)

ตู้ควบคุม(Control Panel) โดยทั่วไปแล้ว อุปกรณ์เริ่มต้นจะประกอบด้วยอุปกรณ์ตรวจจับความร้อน ควันไฟ เปลวไฟ และอุปกรณ์ที่เป็นตัวกำเนิดสัญญาณเตือนภัยที่ติดตั้งอยู่กับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น วาล์วประกอบสำหรับเครื่องสูบน้ำดับเพลิง วาล์วในระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงแบบอัตโนมัติ ฯลฯ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. แบบควบคุมด้วยมือ (Manual Type) เป็นอุปกรณ์ส่งสัญญาณแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้โดยกระตุ้นด้วยการดึง (Pull Manual Station) หรือการทุบกระจก (Break Glass) และกดปุ่มสัญญาณด้วยคน เมื่อมีการกระตุ้นโดยวิธีดึงหรือกดจะทำให้สวิตช์ทำงานและส่งสัญญาณไปยังแผงควบคุม โดยปกติอุปกรณ์เริ่มต้นแบบมือนี้จะติดตั้งสูงจากพื้นไม่เกิน 1.50 เมตร และติดตั้งห่างกันไม่เกิน 65 เมตร ซึ่งโดยทั่วไปจะติดตั้งที่ทางออกของพื้นที่หรือใกล้กับตู้สายฉีดน้ำดับเพลิงประจำชั้น

2. แบบอัตโนมัติ (Automatic Type) เป็นอุปกรณ์เริ่มต้นที่ทำการส่งสั ญญาณแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้โดยอัตโนมัติ อุปกรณ์เริ่มต้นอัตโนมัติมีดังต่อไปนี้

1. อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน

2. อุปกรณ์ตรวจจับควันไฟ

3. อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ

1. อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน (Heat Detector)

อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนเป็นอุปกรณ์เริ่มต้นในระบบการเตือนอัคคีภัย โดยทั่วไปแล้ว

มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ [3]

1.1 อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนแบบคงที่ (Fixed Temperature) จะทำงานตรวจจับอัคคีภัยเมื่ออุณหภูมิภายในพื้นที่ที่ติดตั้งสูงขึ้นถึงจุดที่ตั้งไว้ล่วงหน้าโดยที่ตัวอุปกรณ์อยู่ในตำแหน่งที่สัมผัสความร้อนนั้นโดยตรง

1.2 อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนที่เพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่ตั้งไว้ (Rate Compensate) จะทำงานตรวจจับอัคคีภัยเมื่ออุณหภูมิภายในพื้นที่ที่ติดตั้งสูงขึ้นถึงจุดที่ตั้งไว้ล่วงหน้าซึ่งอุปกรณ์สามารถตรวจจับความร้อนบริเวณรอบๆ จุดที่ติดตั้งห่างออกไปได้ในระยะที่กำหนดไว้ได้

1.3 อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่ตั้งไว้ (Rate of Rise) จะทำงานตรวจจับอัคคีภัยเมื่ออุณหภูมิภายในพื้นที่ที่ติดตั้งสูงขึ้นแต่ไม่มีการตั้งไว้ล่วงหน้าว่าจะตรวจจับ ณ ที่อุณหภูมิใดอุณหภูมิหนึ่ง เป็นการตรวจจับเมื่อมีแนวโน้มว่าอุณหภูมิภายในพื้นที่นั้นขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามสัดส่วน (องศาต่อนาที) ปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายได้เอาอุปกรณ์สองชนิดมารวมกันเป็นชุดเดียวเรียกว่าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนแบบรวม (Combination Heat Detector) ซึ่งมีการตรวจจับความร้อนแบบคงที่และแบบการเพิ่มของอุณหภูมิรวมอยู่ภายในอุปกรณ์เดียวกัน ทั้งนี้ ในการทำงานของอุปกรณ์แบบความร้อนคงที่นั้น อุปกรณ์จะทำงานเมื่อความร้อนถึงจุดที่กำหนดไว้ โลหะที่จับยึดที่จุด F จะเกิดการหลอมละลายซึ่งสปริงที่จุด G จะทำงานแล้วแกนจะเลื่อนตัวไปกระแทกกับจุด D ทำให้หน้าสัมผัสของจุด D และจุด E เชื่อมต่อถึงกันส่งผลให้ระบบเกิดการทำงาน สำหรับการทำงานแบบการเพิ่มอุณหภูมิความร้อนนั้น อุปกรณ์จะทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในพื้นที่เพิ่มขึ้น 8 องศาเซลเซียสภายในเวลา 1นาที ซึ่งอากาศที่อยู่ภายในห้อง A จะเกิดการขยายตัวมีผลทำให้แผ่นไดอะแฟรมที่จุด C มีการเคลื่อนตัวขึ้นแล้วหน้าสัมผัสของจุด D กับจุด E จะสัมผัสกันและจะส่งสัญญาณกลับไปที่ระบบควบคุมต่อไปอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนจะมีการเลือกค่าอุณหภูมิการทำงานเพื่อใช้ในการออกแบบติดตั้งในแต่ละพื้นที่ป้องกันที่แตกต่างกัน โดยรายละเอียดการเลือกอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนให้เป็นไปตามตารางที่แสดงไว้ข้างล่างนี้

2. อุปกรณ์ตรวจจับควันไฟ (Smoke Detector)

อุปกรณ์ตรวจจับควันไฟเป็นอุปกรณ์เริ่มต้นที่นิยมใช้กันมากที่สุด ทำการตรวจจับควันไฟที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ซึ่งสามารถแยกได้เป็น 3 ประเภทตามวิธีการตรวจจับควันไฟ ต่อไปนี้[4] [5]

2.1 แบบประจุไฟฟ้า (Ionization Type) ทำงานโดยอาศัยการตรวจวัดการนำกระแสไฟฟ้าของประจุไฟฟ้า (Ion) ที่ปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดภายในตัวอุปกรณ์นั้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีควันไฟผ่านเข้ามาในห้องตรวจจับ (Detection Chamber) ของอุปกรณ์ ประจุไฟฟ้าจะไปเกาะติดกับอนุภาคของควันไฟ ทำให้ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านภายในวงจรมีค่าลดลง รูปแบบการทำงานแสดงไว้ในรูป อุปกรณ์ชนิดนี้ ปกติจะใช้ติดตั้งภายในบริเวณที่มีไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็วและมีควันแบบเจือจาง ไม่แนะนำให้ใช้นอกสถานที่หรือบริเวณที่ความชื้นสูง มีสภาพลมแรงมีฝุ่นหรือในครัวอาคาร

2.2 แบบพลังแสง (Photoelectric Type) อุปกรณ์ตรวจจับแบบพลังแสง แบ่งตามลักษณะการตรวจจับเป็นแบบจุด (Spot Type) และแบบต่อเนื่อง (Linear Type) รูปข้างบนแสดงลักษณะการทำงานโดยอาศัยการหักเหของแสงที่ปล่อยออกมาแหล่งกำเนิด (Photo cell) ไปกระทบกับอนุภาคของควัน แล้วตกไปที่อุปกรณ์รับแสง เมื่อมีควันลอยเข้ามาในช่องรับควันของอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะบังหรือเป็นเงาสะท้อนก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของลำแสงดังกล่าวซึ่งจะกระตุ้นให้อุปกรณ์เกิดการทำงานขึ้น อุปกรณ์ชนิดนี้เหมาะสำหรับติดตั้งภายในอาคารเพื่อตรวจจับไฟที่มีควันเจือจางหรือมองไม่เห็นในขั้น Smoldering Stage แต่ไม่เหมาะที่จะติดตั้งนอกสถานที่หรือบริเวณที่มีฝุ่นละอองหนาแน่น

2.3 แบบตรวจสอบตัวอย่างอากาศ (Air Sampling) มีความละเอียดอ่อนและให้ผลในเชิงป้องกันสูง โดยจะมีการดูดอากาศในบริเวณติดตั้งอุปกรณ์ชนิดนี้เข้าห้องตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง หากตัวอย่างอากาศที่ทำการทดสอบนั้นมีส่วนผสมของควันก็จะมีความหนาแน่นเกินค่ากำหนดที่ตั้งไว้ทำให้อุปกรณ์ตรวจจับก็จะเริ่มต้นทำงานทันที

3. อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ (Flame Detector)

อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ เป็นอุปกรณ์เริ่มต้นที่ทำการตรวจจับรังสีอินฟราเรดและรังสีอุลตราไวโอเลตที่เกิดจากเปลวไฟของเพลิงไหม้การเลือกอุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟเพื่อใช้ติดตั้งในพื้นที่ป้องกัน ควรปรึกษาผู้ผลิตในการเลือกประเภทของการตรวจจับ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพงานจริงๆ ที่จะทำการติดตั้ง การเลือกผิดประเภทจะทำให้การตรวจจับเปลวไฟมีความผิดพลาดและเกิดการแจ้งเตือนที่ผิดพลาดเช่นกันเท่าที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบัน อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ

3.1 Infrared Flame Detector สำหรับตรวจจับรังสีอินฟราเรด (IR) และแสงที่เกิดจากเปลวไฟในช่วงเวลา 3-5 วินาที นิยมใช้กันในบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเพลิงไหม้จากเชื้อเพลิงประเภทไฮโดรคาร์บอน เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซแอลพีจี ฯลฯ แต่ไม่เหมาะสมในการใช้ตรวจจับไฟจากเชื้อเพลิงประเภทโพลาร์โซลเว้นท์หรือประเภทก๊าซความดันสูง รวมทั้งไฟที่ลุกในขั้น Smoldering Stage

3.2 Ultraviolet Flame Detector สำหรับตรวจจับความยาวคลื่นของรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) ที่เกิดจากเปลวไฟในช่วงเวลา 0.1 วินาทีเหมาะสำหรับการตรวจจับอัคคีภัยที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ติดตั้งได้ทั้งในและนอกสถานที่เทียบกับเครื่องตรวจจับรังสีอินฟราเรดแล้ว เครื่องตรวจจับรังสีอุลตร้าไวโอเลตสามารถตรวจจับได้เร็วกว่า แต่มีข้อจำกัดหลายประการเช่น ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในบริเวณที่มีแสงวาบรบกวน บริเวณที่มีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่างๆ ในอากาศ ในขณะที่เครื่องตรวจจับรังสีอินฟราเรดไม่มีปัญหาในเรื่องนี้

3.3 UV/IR Flame Detector เป็นอุปกรณ์แบบผสมเพื่อตรวจจับรังสีอินฟราเรดและอุลตร้าไวโอเวตพร้อมกัน (แยกคนละหัวจับรังสี) โดยที่ผลการตรวจจับจะต้องออกมาว่า กรณีนั้นมีทั้งรังสี UV และรังสี IR จึงจะตอบรับและแสดงผลเป็นอัคคีภัย หากตรวจจับได้เพียง UV หรือ IR อย่างใดอย่างหนึ่ง อุปกรณ์จะไม่ตอบรับและจะไม่ส่งสัญญาณเตือนออกไป นิยมใช้กันมากตามโรงกลั่นน้ำมัน แท่นขุดเจาะ สนามบิน โรงเก็บอากาศยาน ฯลฯ [6]

ดังนั้นอุปกรณ์ตรวจจับอัคคีภัยจึงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยแจ้งเตือนภัยให้ผู้ใช้อาคารได้รับทราบเหตุการณ์การเกิดอัคคีภัยอย่างรวดเร็ว โดยจะทำให้ผู้ใช้อาคารได้รับทราบอย่างทั่วถึงและหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุได้อย่างทันท่วงทีและนอกจากนี้ยังช่วยลดอัตราการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อีกทางหนึ่งด้วย

เปรียบเทียบเครื่องวัดความชื้นใม้รุ่นต่างๆ

เครื่องวัดความชื้นใม้

เครื่องวัดความชื้นใม้ ในท้องตลาดมีมากมาย สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย คงเกิดความสับสน

แม้แต่คนที่เคยใช้งานอยู่แล้ อาจจะคุ้นเคยอยู่ แต่แบบที่ตัวเองใช้งานเท่านั้น

ผู้ผลิตไม้เลือกวิธีการวัดความชื้นเพื่อผลิตไม้ที่มีความชื้นที่เหมาะสมกับการใช้งานที่ดีที่สุดของไม้ ดังนั้นไม้ที่มีไว้สำหรับพื้นระเบียงนอกอาจต้องวัดความชื้นที่แตกต่างกันกว่าที่ใช้สำหรับเฟอร์นิเจอร์ คุณจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการวัดความชื้นได้อย่างถูกต้อง

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าที่อ่านได้ เปอร์เซ็นต์ความชื้นที่เหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น subflooring ควรมีความชื้นน้อยกว่าร้อยละ 12 เพื่อให้มีความเหมาะสมสำหรับการทำงาน หากมีความชื้นที่สูงขึ้น ควรทำการการอบแห้ง ที่จะต้องมีการดำเนินการเพื่อป้องกันความเสียหายที่ไม่จำเป็นหรือมีปัญหาในภายหลัง รู้ว่าสิ่งที่คุณกำลังทำด้วยไม้และทำความเข้าใจกับผู้ให้บริการของคุณเพื่อตรวจสอบหรือไม่อ่านความชื้นของคุณเป็นที่ยอมรับสำหรับงานเฉพาะ

เพื่อทำความเข้าใจกับ เครื่องวัดความชื้นใม้ เราขอสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบรุ่นยอดนิยมที่ใช้อยู่ในท้องตลาด ดังนี้ครับ

กดเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม

รหัสสินค้าMM03MM04MM05MM06
รูปภาพmm03bMM04aMM05bMM06e
ช่วงการวัด 2 to 70%5-40%0~95.7%4-80%
วัดแบบเข็มเจาะเข็มเจาะเข็มเจาะสัมผัส
คุณสมบัติประยุกต์การใช้งานได้หลากหลาย : สามารถเลือกช่วงวัด ได้ 4 ช่วง ตามประเภทของไม้ เครื่องวัดความชื้นไม้และวัสดุอื่นๆ หน้าจอ LCD สามารถพกพาได้ ใช้งานง่าย ความแม่นยำสูงวัดความชื้น และอุณหภูมิในอากาศในเวลาเดียวกัน
วัดวัสดุได้แตกต่างกันหลายประเภท เช่น ไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้ออ่อน ซีเมนต์ ปูนขาว อิฐ
เครื่องวัดความชื้นไม้ แบบสัมผัสผิวไม้ (ไม่ต้องเจาะเข้าเนื้อไม้)
ราคา (บาท)2590
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
1290
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
4490
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
3490
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

หลักการทำงานของ พีเอชมิเตอร์ (pH meter)

พีเอชมิเตอร์ (pH meter)

กรณี พีเอชมิเตอร์ (pH meter) ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

pH (พี เอช) ย่อมาจาก positive pote
ntial of the hydrogen ions

pH (พี เอช) หมายถึง ปริมาณความเข้มข้นของไฮโดรเจนอิออนที่มีอยู่ในน้ำ

(ผมคิดว่าเข้ามาในเว็บไซด์ของกรมประมงคงอาจจะต้องการทราบข้อมูลข้างล้างนี้ด้วย)
ค่า pH 4.0 หรือต่ำกว่า เป็นจุดอันตรายที่ทำให้สัตว์น้ำตายได้
ค่า pH 4.0 – 6.0 สัตว์น้ำบ้างชนิดอาจไม่ตาย แต่จะทำให้สัตว์น้ำ
เจริญเติบโตช้าและทำให้การสืบพันธุ์หยุดชะงัก
ค่า pH 6.5 – 9.0 เป็นระดับที่เหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ค่า pH 9.0 – 11.0 ไม่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต หากสัตว์น้ำอาศัย
อยู่เป็นเวลานานๆจำทำให้ได้รับผลผลิตต่ำ
ค่า pH 11.0 หรือมากกว่า เป็นพิษต่อสัตว์น้ำ

พีเอชมิเตอร์ (pH meter) เป็นเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิก ใช้วัดค่าพีเอชหรือ ค่าความเป็นกรด-ด่าง ของสารละลาย โดยมีส่วนประกอบหลัก 2 ส่วน ได้แก่ probe หรือ อิเล็กโทรด และ เครื่องวัดศักย์ไฟฟ้า (meter)  อิเล็คโทรดที่พบได้ในห้องปฏิบัติการส่วนมากแล้วจะเป็นชนิด glass electrode ที่เชื่อมต่อกับเครื่องวัดศักย์ไฟฟ้าแล้วเปลี่ยนการแสดงผลเป็นค่าพีเอช

พีเอชอิเล็กโทรดจะใช้วัดค่า แอคติวิตี้ของไอออนไฮโดรเจน (activity of hydrogen ions) ที่อยู่รอบผนังบางๆ ของกระเปาะแก้ว ซึ่งอิเล็กโทรดจะให้ค่าความต่างศักย์เล็กน้อยประมาณ 0.06 โวล์ท ต่อ หน่วยพีเอช2

ส่วนเครื่องวัดศักย์ไฟฟ้าจะเปลี่ยนค่าศักย์ไฟฟ้าที่วัดได้ให้เป็นค่าพีเอช โดยค่าความต้านทานในการวัดมีค่าสูงมากประมาณ 20 ถึง 1000 MΩ

การใช้งาน จะต้องปรับเทียบมาตรฐานก่อนการใช้โดยการปรับเทียบกับสารละลายบัฟเฟอร์มาตรฐาน(พีเอช 4 ,7 หรือ 10) อย่างน้อย 2 ค่า ที่มีค่าครอบคลุมในช่วงที่เราต้องการวัด วิธีการวัดทำได้โดยล้างอิเล็กโทรดด้วยน้ำปราศจากไอออน (deionized water) หรือน้ำกลั่น (distilled water) และซับด้วยกระดาษทิชชู แล้วรีบจุ่มอิเล็กโทรดลงในสารละลายที่ต้องการวัดอย่างรวดเร็ว

การเก็บอิเล็กโทรดห้ามเก็บแห้ง โดยทั่วไปเก็บในสารละลายกรดที่มีพีเอชประมาณ  3 และไม่เก็บหรือแช่ในน้ำกลั่น เพราะว่าไอออนที่อยู่ในอิเล็กโทรดจะแพร่ออกมาทำให้ความเข้มข้นของไออออนภายในอิเล็กโทรดลดลง โดยปกติแล้วควรทำความสะอาดอิเล็กโทรดประมาณเดือนละครั้งโดยการแช่ด้วยกรดไฮโดรคลอริก (HCl) ความเข้มข้น 0.1 โมลาร์ (M) 

ความเป็นกรดด่างนี้จะเป็นดัชนีที่มีประโยชน์ในการวัดคุณภาพ น้ำโดยที่ภาวะความเป็นกรด – ด่างของน้ำมีผลต่อคุณภาพน้ำปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นและการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตในน้ำ

นอกจากนั้นยังบอกถึงคุณสมบัติในการกัดกร่อนของน้ำด้วย ค่ามาตรฐานความเป็นกรด-ด่างของน้ำจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำ

โดยทั่วไปแล้วน้ำควรจะมีความเป็นกรด-ด่างประมาณ 6 – 8

น้ำดื่มควรมีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในช่วง 6.8 – 7.3

น้ำเสียหรือน้ำทิ้งจะต้องมีความเป็นกรด-ด่างในช่วง 5 – 9

การคาลิเบรทเครื่องวัดกรดด่าง พีเอช pH Meter

พีเอชมิเตอร์ (pH meter) สามารถคาลิเบรทเครื่องโดยการใช้น้ำยาพีเอชบัพเฟอร์ pH Buffer – pH4, pH7, pH10

ควรทำการคาลิเบรทด้วยน้ำยาพีเอชบัพเฟอร์ pH Buffer – pH7 ก่อน แล้วตามด้วยน้ำยาพีเอชบัพเฟอร์ pH Buffer – pH4 หรือ pH10 (ควรคาลิเบรทอย่างน้อย 2 จุด: pH7 >>> pH 4 หรือ pH7 >>> pH10)

การทำความสะอาดหัวอิเลคโทรดเมื่อเลิกใช้งาน
1. ไม่ควรนำหัวอิเลคโทรดไปกวนในสารละลาย หรือวางหัววัดอิเลคโทรดกระแทกกับภาชนะที่วัดค่า เพราะจะทำให้หัววัดชำรุด
2. ควรใช้น้ำกลั่นฉีดล้างหัววัดอิเลคโทรดเท่านั้น และใช้กระดาษทิชชูซับน้ำที่ปลาย
อิเลคโทรดเบาๆ หลังการใช้งานทุกครั้ง (ห้ามสัมผัสกระเปาะแก้ว)
3. เมื่อค่าที่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก เนื่องจากอาจจะมีคราบน้ำมัน หรือไขมันให้เตรียมผงซักฟอกผสมน้ำแล้วแช่หัววัดอิเลคโทรดประมาณ 20 – 30 นาที แล้วล้างด้วยน้ำกลั่น
4. เมื่อลิเลคโทรดเกิดการอุดตัน อุ่นสารละลาย KCl หรือต้มน้ำใช้น้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 40 – 60 °C จุ่มหัววัดอิเลคโทรดลงไปประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นปล่อยให้อิเลคโทรดเย็นลง โดยยังคงแช่อยู่ในสารละลาย KCl หรือน้ำอุ่นนั้น
5. หากมีการสะสมของผลึกเกลือ ให้จุ่มหัวอิเลคโทรดลงในน้ำประปาประมาณ 10 – 15 นาที แล้วฉีดด้วยน้ำกลั่น