เครื่องวัดแสง

การทำงานของเครื่องวัดแสง

ส่วนประกอบสำคัญของ เครื่องวัดแสง คือ ตัวเซนซ์รับแสง ( photo cell ) และส่วนของแสดงผลการวัด ตัวเซนซ์รับแสงมีหน้าที่ในการรับแสงซึ่งเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งแปลงไปเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าแบบอนาลอก และผ่านการประมวลผลโดยโมโครคอนโทรลเลอร์ที่มีหน้าที่แปลงค่าความสว่างเป็นสัญญาณดิจิตอล โดยการแสดงผลนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตออกแบบ

แสง มีคุณสมบัติของความเป็นคลื่น และมีพลังงานที่ขึ้นอยู่กับค่าความถี่ของแสงนั้นๆ ตามสมมติฐานของแมกซ์แพลงค์ ( E = nhf ) ดังพื้นฐานนี้ หน่วยการวัดของแสง จึงมีหน่วยการวัดหลายพารามิเตอร์ ได้แก่

1.ความจ้า (brightness) หรือ อุณหภูมิ (temperature)

2.ความสว่าง (illuminance หรือ illumination) (หน่วยSI: ลักซ์ (lux))

3.ฟลักซ์ส่องสว่าง (luminous flux) (หน่วย SI: ลูเมน (lumen))

4.ความเข้มของการส่องสว่าง (luminous intensity) (หน่วย SI: แคนเดลา (candela))

5.ความสุกใสของแสง (brilliance) หรือ แอมปลิจูด (amplitude)

6.สี (color) หรือ ความถี่ (frequency)

7.โพลาไรเซชั่น (polarization) หรือ มุมการแกว่งของคลื่น (angle of vibration)

เครื่องวัดแสง เป็นอุปกรณ์สำหรับการวัดความสว่าง

มันโดยเฉพาะมาตรการความเข้มกับความสว่างที่ปรากฏแก่สายตาของคน ซึ่งแตกต่างกว่าการตรวจวัดพลังงานแสงที่เกิดขึ้นจริงที่ผลิตโดยหรือสะท้อน
จากวัตถุหรือแหล่งกำเนิดแสง
ลักซ์ (LUX) เป็นหน่วยวัดความสว่างหรือกว่าถูกต้องสว่าง ก็ยอมมาจาก candela, หน่วยมาตรฐานของการวัดสำหรับพลังงานของแสง candela เป็นจำนวนเงินที่คงที่ซึ่งใกล้เคียงกับความสว่างของเทียนหนึ่ง
ในขณะที่ candela เป็นหน่วยของพลังงานก็มีหน่วยเทียบเท่าที่เรียกว่าลูเมนซึ่งมาตรการเบาเหมือนกันในแง่ของการรับรู้ของมันด้วยตามนุษย์เป็นหนึ่งเทียบเท่ากับแสงที่ผลิตในทิศทางจากแหล่งกำเนิดแสงอันดับที่หนึ่ง candela ลักซ์คำนึงถึงพื้นที่ผิวมากกว่าซึ่งแสงนี้จะถูกกระจายไปซึ่งมีผลต่อวิธีการที่สดใสก็จะปรากฏขึ้น หนึ่งลูเมนลักซ์เท่ากับหนึ่งของการกระจายแสงทั่วทั้งพื้นผิวหนึ่งตารางเมตร

แต่โดยทั่วไป มักนิยมใช้การวัดความสว่างของแสงเพื่อการนำไปใช้วิเคราะห์งานต่างๆ เช่น งานด้านการควบคุมคุณภาพของหารผลิตหลอดไฟ งานตรวจวัดปริมาณ ความเข้มแสง เพื่อวิจัยอุปกรณ์ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ เป็นต้น ความเข้มแสงนอกจากจะขึ้นกับความเข้มแสงจากแหล่งกำเนิดแสงโดยตรงแล้ว ระยะทางการส่องสว่างก็มีผลต่อความเข้มแสงที่ส่องไปถึงวัตถุหรือเครื่องมือวัดเช่นกัน ดังนั้นสภาพแวดล้อมในการใช้งาน เครื่องวัดแสง คือสิ่งที่ผู้ใช้ต้องคำนึงถึง

ลักซ์มิเตอร์ คือเครื่องวัดปริมาณของแสงที่มองเห็น (ความสว่าง) ในพื้นที่ที่กำหนดทดสอบ สว่างจะแสดงในหน่วยของ LUX (ตัวชี้วัด) และเทียนเท้า (อังกฤษ) Lux เป็นหน่วยมาตรฐานของการวัดความเข้มของแสง (ซึ่งยังสามารถเรียกว่า “ความสว่าง” หรือ “ความสว่าง”) 1 ลักซ์มีค่าเท่ากับความสว่างของพื้นผิวหนึ่งเมตรห่างจากเทียนเดียว หน่วยการวัดแสงสว่าง การวัดแสงโดยปรกติจะใช้ลักซ์มิเตอร์โดยใช้เป็นวัดในแรงเทียน (ftcd, fc, FCD) (หรือลักซ์ในระบบ SI ตัวชี้วัด)เทียนเท้าเป็นจริงหนึ่งลูเมนของความหนาแน่นของแสงต่อตารางฟุต หนึ่งลักซ์เป็นหนึ่งในลูเมนต่อตารางเมตร

ตัวอย่างบางส่วนต่อไปของการตั้งค่ามีค่าเฉลี่ยที่แนะนำสว่างเป็นวัดในลักซ์ที่แสดงด้านล่าง:

แสงแดดกลางแจ้งเฉลี่ยตั้งแต่ 32 000-100 000 ลักซ์
ทางเดินคลังสินค้ามีไฟประมาณ 100-200 ลักซ์
สำนักงานสดใสต้องใช้ประมาณ 400 ลักซ์ของการส่องสว่าง
ตอนพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ (กับฟ้าใส), แสงกลางแจ้งโดยรอบยังเป็นประมาณ 400 ลักซ์
ทางเดินอาคารสามารถสว่างเพียงพอที่ประมาณ 100 ลักซ์
แสงจันทร์เป็นประมาณ 1 ลักซ์
ลูเมนเป็นหน่วยมาตรฐานการวัดของจำนวนทั้งหมดของแสง (แพ็คเก็ตหรือควอนตั้มถ้าคุณต้องการที่จะได้รับทางเทคนิคจริงๆ) ที่ผลิตโดยแหล่งกำเนิดแสงเช่นหลอดหรือท่อ จำนวนของแสงนอกจากนี้ยังอาจจะเรียกโดยวิศวกรแสงเป็น “ฟลักซ์ส่อง” ตัวอย่างบางส่วนของการส่งออกรวมแสงจากแหล่งกำเนิดแสงในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมร่วมกันจะได้รับดังนี้วัดในลูเมน

โคมไฟ 400W Metal Halide – สำหรับแสงคลังสินค้าอ่าวสูง: 38000 Lumens เอาท์พุท
100W หลอดไส้ – สำหรับงานการประยุกต์ใช้แสงโดยทั่วไป: 1,700 Lumens เอาท์พุท
T5 32W หรือ T8 หลอดฟลูออเร – สำหรับไฟเพดานสำนักงาน – 1600 Lumens เอาท์พุท
หลอดโซเดียมความดันสูง 150W – ถนน / แสงพื้นที่ – 12000 Lumens เอาท์พุท

วิทยุสื่อสาร 22ช่อง วิทยุสื่อสาร (Walkie Talkie)

Walkie Talkie

Walkie Talkie  เครื่องส่งรับวิทยุ 3 KM Range 22 Channel 0.5w

วิทยุสื่อสาร (Walkie Talkie) รุ่นประหยัด แต่คุณภาพเกินราคา สามารถรับส่งสัญญาณระหว่างเครื่องได้ไกลถึง 1-3 กิโลเมตร เหมาะใช้ในงานที่ต้องติดต่อสื่อสารระหว่างกันในพื้นที่อับสัญญาณมือถือหรือสัญญาณมือถือเข้าไม่ถึง ใช้ได้ดีในงานก่อสร้าง ที่ต้องสื่อสารสั่งงานอยู่ตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งใช้ติดต่อสื่อสารกันระหว่างกลุ่มเพื่อนกับทริปตั้งแคมป์ในป่า และในตัวเครื่องยังมีไฟฉายในตัว ให้แสงสว่างยามฉุกเฉินได้อีกด้วย

walkie talkie T-388

– ระยะรับส่งสัญญาณ 1-3 กิโลเมตร
– ช่องสัญญาณ 22 ช่อง
– สแกนหาคลื่นสัญญาณอัตโนมัติ
– แสดงผลด้วยหน้าจอ LCD
– ปรับระดับเสียงได้ 8 ระดับ
– มีไฟฉายในตัว
– ใช้ความถี่ 462-467MHz
– ใช้แบตเตอรี่ AAA 4ก้อน

Walkie Talkie

– Frequency range : 462-467MHz.
– Channel : 22
– Output Power : 0.5 watts
– Dimensions : 145*55*35MM
– Type : handhold
– Talk Range : 3 KM
– Color : Black
– Display : LCD
– Net Weight: 172 g

การทดสอบ เครื่องตรวจจับควัน

การทดสอบ เครื่องตรวจจับควัน

วิธี ทดสอบ เครื่องตรวจจับควัน ที่ง่ายที่สุด เพียงแต่ กดปุ่ม ทดสอบ หากมีเสียง ก็ใช้ใด้

การทดสอบ เครื่องตรวจจับควัน ทีติดตั้งแล้ว ที่ถูกต้อง ควรต้องควบคุมปริมาณควันใด้

กระป๋องสเปรย์ที่ทดสอบจะอยู่ในฝาครอบอีกที โดยฝาครอบนี้ นำไปครอบเครื่องตรวจควัน แล้วทดสอบ

ตัวอย่าง การทดสอบที่ถูกต้อง ตามคลิปนี้

สเปรย์ มีลักษณะตามคลิปนี้

การทดสอบแบบไม่ใช้อุปกรณ์คลุม จะสิ้นเปลืองสเปรย์ ทำให้หมดเร็ว

สำหรับ ควันธูปไม่เหมาะในการนำมาทดสอบครับ ยากที่จะควบคุมความหนาแน่นของควัน เพื่อให้อุปกรณ์ตวรจจับทำงาน

แบบสเปรย์ที่มีฝาครอบจะเหมาะสมกว่า

ควันธูปมีส่วนผสมของเขม่าคาร์บอน หากใช้แล้วทำความสะอาดไม่ดีพอ อาจจะทำความเสียหายให้อุปกรณ์ได้

หากต้องการทดสอบด้วยควันจริง และประหยัดเงิน สามารถประยุกต์ ใช้วิธีตามนี้ใด้

นำท่อ PVC ขนาด 4 นิ้ว มาตัดยาว ประมาณ 50 เซ็นต์
เอาเครื่องตรวจจับควัน ใส่ปลายท่อด้านหนึ่ง โดยหันด้านรับควันเข้าด้านใน
เอาเศษกระดาษขยุ้มใส่ปลาย อีกด้านหนึ่ง แล้วจุดไฟ
พอเชื้อเพลิงติดไฟแล้ว ให้หาอะไรก็ใด้ปิดปลายด้านนี้ไว้ เพื่อบังคับควันให้ออกทางเดียว ไปทางเครื่องตรวจจับควัน
รอสักพัก เครื่องจะทำงาน

เช่นเดียวควันธูป การเผากระดาษ มีส่วนผสมของเขม่าคาร์บอน หากใช้แล้วทำความสะอาดไม่ดีพอ อาจจะทำความเสียหายให้อุปกรณ์ได้

Digital Multimeter

Multimeter

Digital Multimeter เป็นมัลติมิเตอร์อีกชนิดหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมาจากเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์และด้านดิจิตอล โดยการรวมเอาดิจิตอลโวลต์มิเตอร์ (Digital Voltmeter) ดิจิตอลแอมมิเตอร์ (Digital Ammeter) และดิจิตอลโอห์มมิเตอร์ (Digital Ohmmeter) เข้าด้วยกัน ใช้การแสดงผลการวัดค่าด้วยตัวเลข ช่วยให้การวัดค่าและการอ่านค่ามีความถูกต้องมากขึ้นและยังช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากการอ่านค่าได้ เกิดความสะดวกในการใช้งาน

มัลติมิเตอร์ดิจิตอล

มัลติมิเตอร์ สามารถวัดปริมาณทางไฟฟ้าได้หลายประเภท เช่นเดียวกับมัลติมิเตอร์แบบเข็ม นอกจากนี้ยังสามารถวัดปริมาณกระแสสลับ วัดการขยายกระแสตรงของทรานซิสเตอร์ วัดความจุไฟฟ้าและตรวจสอบไดโอดได้อีกด้วย

มัลติมิเตอร์สามารถวัดค่าปริมาณไฟฟ้าได้หลายชนิดเช่นเดียวกับ มัลติมิเตอร์ชนิดเข็มชี้ เช่น วัดแรงดันไฟตรง (DCV) แรงดันไฟสลับ (ACV) กระแสไฟตรง (DCA) กระแสไฟสลับ (ACA) และความต้านทาน เป็นต้น นอกจากนี้ในดิจิตอลมัลติมิเตอร์บางรุ่นยังมีความสามารถเพิ่มมากขึ้นไปอีก สามารถวัดค่าปริมาณไฟฟ้าอื่นๆ นอกเหนือจากค่าปกติได้ เช่น วัดการต่อวงจรแสดงด้วยเสียงได้ วัดอุณหภูมิได้ วัดความถี่ได้ วัดค่าความจุของตัวเก็บประจุได้ วัดอัตราขยายของทรานซิสเตอร์ (hFE) ได้ และวัดขาทรานซิสเตอร์ได้ เป็นต้น

ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ แบบย่านวัดอัตโนมัติ

ดิจิตอลมัลติมิเตอร์แบบย่านวัดอัตโนมัติ ปริมาณไฟฟ้าแต่ละชนิดที่จะวัดค่ามีย่านตั้งวัดเพียงย่านเดียว สามารถใช้วัดปริมาณไฟฟ้าตั้งแต่ค่าต่ำๆ ไปจนถึงค่าสูงสุดที่เครื่องสามารถแสดงค่าออกมาได้ ใช้งานได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว รูปร่างและส่วนประกอบของดิจิตอลมัลติมิเตอร์แบบย่านวัดอัตโนมัติแบบหนึ่ง

Digital Multimeter แบบย่านวัดปรับด้วยมือ

ดิจิตอลมัลติมิเตอร์แบบย่านวัดปรับด้วยมือ ผู้ใช้ดิจิตอลมัลติมิเตอร์จะต้องเป็นผู้ปรับเลือกย่านวัดให้เหมาะสมกับค่าปริมาณไฟฟ้าที่วัด หากปรับค่าไม่ถูกต้องดิจิตอลมัลติมิเตอร์จะไม่สามารถแสดงค่าการวัดออกมาได้ การใช้งานคล้ายมัลติมิเตอร์แบบเข็ม แตกต่างเพียงดิจิตอลมัลติมิเตอร์เมื่อวัดค่าสามารถแสดงค่าปริมาณไฟฟ้าที่วัดได้เป็นตัวเลขออกมาเลย รูปร่างและส่วนประกอบของดิจิตอลมัลติมิเตอร์แบบย่านวัดปรับด้วยมือแบบหนึ่ง

ส่วนประกอบของ Digital Multimeter

1. หน้าจอแสดงผล โดยจะแสดงผลเป็นตัวเลข

2. ปุ่มปรับค่าต่างๆ เช่น เลือกตำแหน่งจุดทศนิยม เป็นต้น

3. สัญลักษณ์แสดงช่วงการวัดแต่ละช่วง

4. ปุ่มตั้งช่วงการวัด

5. ช่องสำหรับเสียบสายวัดสำหรับวัดความต่างศักย์ (V) ทั้งไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ, ความต้านทาน(W)

6. ช่องสำหรับเสียบสายวัด Output

7. ช่องสำหรับเสียบสายวัดกระแส ในหน่วย mA และ mA ทั้งไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ

8. ช่องเสียบสายวัดสำหรับวัดกระแสไฟฟ้าสลับสูงสุด

ข้อควรระวังและการเตรียมสำหรับการวัด

1. ก่อนการวัดปริมาณใด ต้องแน่ใจว่า
1) บิดสวิตซ์เลือกการวัดตรงกับปริมาณที่จะวัด
2) สวิตซ์เลือกการวัดอยู่ในช่วงการวัดที่เหมาะสมไม่ต่ำกว่าปริมาณที่จะวัด
ในกรณีที่ไม่ทราบปริมาณที่จะวัดมีค่าอยู่ในช่วงการวัดใด ให้ตั้งช่วงการวัดที่มีค่าสูงสุดก่อน
แล้วค่อยลดช่วงการวัดลงมาทีละช่วง
2. เนื่องจากช่องเสียบสายวัด (สีแดง) มีหลายช่อง คือ V-, mA และ 10 A ต้องแน่ใจว่าเสียบสายวัดสีแดงในช่องเสียบตรงกับปริมาณที่จะวัด
3. ในกรณีที่วัดความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงตั้งแต่ 25 VAC หรือ 60 VDC ขึ้นไป ระวังอย่าให้ส่วนใดของร่างกายแตะวงจรที่กำลังวัดจะเป็นอันตรายได้
4. ในขณะที่กำลังทำการวัด และต้องการปรับช่วงการวัดให้ต่ำลงหรือสูงขึ้นหรือเลือกการวัดปริมาณอื่น ให้ดำเนินการดังนี้
1) ยกสายวัดเส้นหนึ่งออกจากวงจรที่กำลังทดสอบ
2) ปรับช่วงการวัดหรือเลือกการวัดปริมาณอื่นตามต้องการ
3) ทำการวัด
5. การวัดปริมาณกระแสสูง (~10A) ควรใช้เวลาวัดในช่วงสั้นไม่เกิน 30 วินาที
6. เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว ให้เลื่อนสวิตซ์ปิด-เปิด มาที่ OFF ถ้าไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน ควรเอาแบตเตอรี่ออกด้วย

ทำความรู้จัก “ดิจิตอลมัลติมิเตอร์

มัลติมิเตอร์ คืออะไร?

มัลติมิเตอร์ ถือว่าเป็นเครื่องมือวัดที่จำเป็นสำหรับงานด้านอิเล็คทรอนิกส์ เพราะว่าเป็นเครื่องวัดที่ใช้ค่าพื้นฐานทางไฟฟ้าคือ แรงดันไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบหรือการตรวจซ่อมวงจรต่าง ๆ ก็จำเป็นต้องวัดค่าเหล่านั้นทั้งสิ้น มัลติมิเตอร์เป็นการรวม โวลต์มิเตอร์ แอมป์มิเตอร์ และ โอห์มมิเตอร์ ไว้ในตัวเดียวกัน และใช้มูฟเมนต์ตัวเดียว จึงเรียก “VOM” (Volt-Ohm-Milliammeter) นอกจากนี้ VOM ยังสามารถนำไปวัดค่าอื่น ๆ ได้อีก เช่น วัดอัตราการขยายกระแสของทรานซิสเตอร์ วัดค่าความดัง ฯลฯ

Multimeter จัดเป็นหนึ่งในเครื่องมือวัดทางไฟฟ้าที่สำคัญและเป็นเครื่องมือวัดพื้นฐานของวิศวกร, ช่าง รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ต้องการวัดค่าทางไฟฟ้าพื้นฐานต่างๆ เช่น กระแส, แรงดัน, ตัวต้านทาน เป็นต้น โดยมัลติมิเตอร์ แบ่งเป็นประเภทหลักได้ 2 ประเภท ได้แก่

1. ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ (Digital Multimeter)
2. อนาล็อกมัลติมิเตอร์ (Analog Multimeter)

มัลติมิเตอร์ ทั้ง 2 แบบนี้มีข้อดี ข้อเสียต่างกัน บางคนชอบแบบเข็มชี้ เพราะว่ามองเห็นการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างชัดเจน ต่างกับแบบดิจิตอลซึ่งตัวเลขจะวิ่ง สังเกตค่าตัวเลขที่แน่นอนได้ยาก ยกเว้น ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ บางรุ่นที่สามารถอ่านค่าตัวเลขออกมาได้ทันที สะดวกสบายไม่ต้องคำนึงถึงขั้วมิเตอร์ว่าวัดถูกหรือผิดเพราะว่ามีเครื่องหมาย บอกให้เสร็จ ส่วนแบบแอนาลอกจะมีปัญหาเรื่องนี้ และการไม่เป็นเชิงเส้นของสเกลด้วย

ส่วนประกอบภายนอกของมัลติมิเตอร์แบบเข็ม

analog multimeter

1.สกรูปรับเข็มชี้ให้ตรงศูนย์
2.ย่านการวัดต่างๆ
3.ขั้วต่อขั้วบวก (+)ใช้ต่อสายวัดสีแดง
4.ขั้วต่อขั้วลบ (-)ใช้ต่อสายวัดสีดำ
5.ขั้วต่อเอาต์พุตเพื่อวัดความดัง
6.ปุ่มปรับ 0โอห์ม
7.สวิตช์ตัวเลือกย่านการวัด
8.เข็มชี้

ส่วนประกอบที่สำคัญของ มัลติมิเตอร์ แบบดิจิตอล

มัลติมิเตอร์

1. จอแสดงผล
2. สวิตซ์เปิด-ปิด
3. สวิตช์เลือกปริมาณที่จะวัดและช่วงการวัด สามารถเลือกการวัดได้ 8 อย่าง ดังนี้
3.1 DCV สำหรับการวัดความต่างศักย์ไฟฟ้ากระแสตรง มี 5 ช่วงการวัด
3.2 ACV สำหรับการวัดความต่างศักย์ไฟฟ้ากระแสสลับ มี 5 ช่วงการวัด
3.3 DCA สำหรับการวัดปริมาณกระแสตรง มี 3 ช่วงการวัด
3.4 ACA สำหรับการวัดปริมาณกระแสสลับ มี 2 ช่วงการวัด
3.5 สำหรับการวัดความต้านทาน มี 6 ช่วงการวัด
3.6 CX สำหรับการวัดความจุไฟฟ้า มี 5 ช่วงการวัด
3.7 hFE สำหรับการวัดการขยายกระแสตรงของทรานซิสเตอร์
3.8 สำหรับตรวจสอบไดโอด
4. ช่องเสียบสายวัดร่วม ใช้เป็นช่องเสียบร่วมสำหรับการวัดทั้งหมด (ยกเว้นการวัด CX และ hFE ไม่ต้องใช้สายวัด)
5. ช่องเสียบสายวัด mA สำหรับวัด DCA และ ACA ที่มีขนาด 0-200 mA
6. ช่องเสียบสายวัด 10A สำหรับวัด DCA และ ACA ที่มีขนาด 200 mA-10A
7. ช่องเสียบสำหรับวัดการขยายกระแสตรงของทรานซิสเตอร์
8. ช่องเสียงสำหรับวัดความจุไฟฟ้า
9. ช่องเสียบสายวัด V

GM8905 BENETECH เครื่องวัดความเร็วรอบ DIGITAL TACHOMETER

เครื่องวัดความเร็วรอบ Tachometer

เครื่องวัดความเร็วรอบ BENETECH GM8905
วัดความเร็วรอบได้สูงสุด 99999rpm
ฟังชั่น Maximum, minimum, average, ค่าการวัดล่าสุด
ระยะในการวัด 50 ถึง 500 มิลลิเมตร
Time base: quartz crystal
ปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อไม่ใช้งาน
จอแสดงผลแบบ LCD พร้อมแบคไลท์
หน่วยการวัดเป็น rpm
ยี่ห้อ Benetech รุ่น GM8905

ภายในกล่องประกอบด้วย
ตัวเครื่องวัดความเร็วรอบ
คู่มือการใช้งาน
แบตเตอรี่ AAA x 2 ก้อน
Silver reflective papers (เทปสะท้อนแสง) x 3 ชิ้น

ข้อมูลทางเทคนิค

ช่วงการวัด 2.5 ถึง 99999rpm
ความละเอียด:
0.1rpm (2.5 ถึง 999.9rpm)
1rpm (1000 ถึง 99999rpm)
ความแม่นยำ ± (0.1% n + 5d) rpm
Laser power: CLASSⅡ 2-5mW
Sampling rate: 1 ครั้งต่อวินาที
สภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การใช้งาน 0 ~ 50oC, 32 ~ 122oF, 10 ~ 90% RH
ขนาดเครื่อง 55.7 * 29.9 * 127mm
น้ำหนัก 106 กรัม
แหล่งพลังงานแบตเตอรี่ 2×1.5V AAA

รายละเอียดเครื่องวัดความเร็วรอบ Non-contact Tachometer จาก Benetech รุ่น GM8905
1) Adopt the latest microprocessor technology and laser technology.

2) Wide measuring range and high resolution.

3) Battery low power indication, LCD backlight display and auto shutdown after 60s.

4) Oversize screen LCD display, with clear indication.

5) Hold the Maximum/minimum/average/last measured value.

6) Solid and delicate structure, durable for use

Specifications เครื่องวัดความเร็วรอบ Non-contact Tachometer จาก Benetech รุ่น GM8905
1) Display: LCD Backlight

2) Unit: RPM

3) Measuring Range: 2.5~99999RPM

4) Resolution Ratio: 0.1RPM(2.5~999.9RPM); 1RPM(1000~99999RPM)

5) Measuring Accuracy:

+/-(0.1%n+5d)RPM; 0.1RPM(2.5~999.9RPM)

+/-(1%n+5d)RPM; 1RPM(1000~99999RPM)

6) Laser Power: 2-5mW

6) Sampling Ratio: Once/second

8) Measuring Distance: 50-500mm

9) Auto Shutdown: After 60s without any operation

10) Power Supply: 2 * 1.5V AAA Batteries (Not included)

11) Operation Environment: 0~50°C / 32~122°F; 10~90%RH

12) Storage Environment: -10~80°C / -14~176°F; 10~75%RH

13) Dimension: 55 * 29 * 125mm / 2.16 * 1.14 * 4.92in

14) Package Weight: 165g

เครื่องวัดความเร็วรอบ DIGITAL TACHOMETER

ความดัน และ แรงดันอากาศ

แรงดันอากาศ

หากเกล่าวถึง แรงดันอากาศ และ ความดัน อากาศ เรามักจะสับสนว่า
1.แล้วเราควรจะเรียกว่าอะไร?
2.นอกจากความหมายของแรงดัน หรือ ความดันแล้ว มีคำอื่นๆเช่น ความดันเกจ, ความดันบรรยากาศ หมายความว่าอย่างไร และ สิ่งที่เราเห็นอยู่บนหน้าปัด หรือ บนตัวเลขของเครื่องมือวัดคืออะไร และ อ่านค่ากันอย่างไร
3.ต้องใช้เครื่องมือชนิดไหนเพื่อการวัดค่าแรงดัน หรือ ความดัน

ต่อไปนี้ เราจะมาทำความเข้าใจ ทั้ง 3 ข้อด้านบนกัน โดยเริ่มด้วยในส่วนแรกคือ ความหมายของแรงดัน

ความดันคืออะไร?

ความดัน ในทางฟิสิกส์คือ แรงต่อหน่วยพื้นที่ ซึ่งมักจะใช้ในการอธิบายพฤติกรรมที่ส่งผลต่อของไหล (น้ำ, อากาศ, โลหะเหลว) ได้สะดวกและง่ายกว่าการอธิบายในเชิงของแรง ซึ่งหน่วยของความดันโดยทั่วไปที่นิยมใช้คือ ปาสคาล หรือ นิวตันต่อตารางเมตร โดยหากเรานำวัตถุมาวางไว้บนพื้นผิวชนิดหนึ่ง แรงของวัตถุที่กระทำบนพื้นผิวนั้นจะถูกเรียกว่า “น้ำหนัก” แต่ต่างจากความดันที่ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการวางของวัตถุ ส่งผลให้หน้าสัมผัสกับพื้นผิวมีพื้นที่หน้าสัมผัสที่เปลียนไป ความดันที่เกิดขึ้นย่อมเปลี่ยนไปเช่นกัน

แรงดันอากาศ

ถ้าเราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความดัน หรือ แรงดัน ก็เรียกได้ทั้งคู่ แต่เพื่อความเข้าใจให้ตรงกัน ตามหลักการที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน ระหว่างคำว่า แรง และ แรงดัน ขอแนะนำว่าควรเรียกว่า “ความดัน” จะเข้าใจตรงกันมากกว่า

บางที เราอาจพบว่า ความหมายของความดัน เป็น “แรงดันต่อหน่วยพื้นที่” ซึ่งทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจ ขอให้ยึดตามหลักการนี้

ความดันในแบบต่างๆ

ก่อนที่เราจะมีเครื่องมือวัดความดันชนิดต่างๆ เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจประเภทต่างๆ ของความดัน โดยตามที่เราทราบมา หลายๆท่านยังคงมีความสับสนในความหมายของแรงดันประเภทต่างๆ ซึ่งส่งผลให้การเลือกเครื่องมือวัด มีความสิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย สูงโดยใช่เหตุ อันเนื่องมาจากการซื้อเครื่องมือวัดที่ผิดพลาด

+ความดันบรรยากาศ (Atmospheric pressure) หมายถึง ความดันอากาศโดยรอบ และ จะมีค่าที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูงของจุดที่เราวัด ซึ่งค่าความดันบรรยากาศ 1 atm. คือ ค่าความดันบรรยากาศโดยเฉลี่ยที่วัดที่ระดับน้ำทะเล
+ความดันเกจ/ความเป็นสุญญากาศ (Gauge pressure/Vacuum pressure): หมายถึง ความดันที่ได้จากเกจวัดความดันโดยใช้ความดันบรรยากาศเป็นจุดอ้างอิง โดยหากมีค่าเป็นบวก จะเรียกได้ว่าเป็นความดันเกจ แต่หายมีค่าเป็นลบ จะเป็นค่าความเป้นสุญญากาศ
+ความดันสัมบูรณ์ (Absolute pressure): หมายถึง ความดันโดยรวมของระบบ ซึ่งมาจากความดันบรรยากาศ
+ผลต่างของความดัน (Differential pressure): หมายถึง ผลต่างของความดันในสองจุดที่เราสังเกต

โดยจากความหมายของความดันที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น เราสามารถสรุปรวมเป็นภาพได้ดังนี้

แรงดันอากาศ

ซึ่งเมื่อเราทราบแล้วว่าความดันแบบต่างๆเป็นอย่างไร ต่อไปเรามาทำความรู้จักเครื่องมือวัดความดัน ที่มีหลากหลายประเภท เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องกันเลย

เครื่องมือสำหรับใช้วัดความดัน ประเภทต่างๆ

1.Barometer บารอมิเตอร์: บารอมิเตอร์เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ในสมัยโบราณโดยนักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้น เพื่อใช้ในการทดสอบหลักการในเรื่องของความดัน และเป็นชื่อที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียน อย่างไรก็ดี บารอมิเตอร์นั้นเป็นเครื่องมือวัดที่ใช้เพื่อ “วัดความดันบรรยากาศ” โดยในปัจจุบันที่แบบที่เป็นเข็ม เป็นกราฟ และ แบบดิจิตอล รวมถึงมีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย เช่น วัดอุณหภูมิได้ บันทึกข้อมูลได้ แจ้งเตือนได้ เป้นต้น

บางที เราอาจเรียกความดันบรรยากาศว่า ความกดอากาศ ซึ่งก็ใช้ได้เหมือนกัน

2.Pressure Gauge เครื่องวัดความดันเกจ/เกจวัดแรงดัน: เครื่องวัดความดันเกจ หรือ บางทีเราเรียกว่า เกจวัดแรงดัน เป็นอุปกรณ์ในการวัดแรงดันที่เกิดขึ้นในระบบ โดยมีตามความหมายของความดันเกจก็คือการให้ความดันบรรยากาศเป็นความดันอ้างอิง ค่าที่เกิดจากความดันเกจจึงไม่รวมค่าของความดันบรรยากาศไปด้วย แต่จะเป็นค่าที่มากขึ้นกว่าค่าความดันบรรยากาศ ซึ่งสามารถหาได้จากบารอมิเตอร์

การใช้เครื่องวัดความดันเกจ ในสมัยก่อนนั้นจะเป็นลักษณะของเข็มโดยใช้หลักการของสปริงในการต้านทานกับแรงดันที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันนี้ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น เราจะวัดได้โดยการติดตั้งเซอร์วัดความดันลงในระบบที่เราต้องการจะวัด โดยเซนเซอร์นั้นอาจจะมีหลักการ หรือ ระบบ ในการตรวจจับแรงดันที่แตกต่างกัน และจะนำมาประมวลผลโดยซอฟแวร์ ซึ่งการจะเลือกใช้แบบดิจิตอล หรือ แบบ อนาล็อก ก็แล้วแต่ลักษณะของงานที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม

3.Manometer แมนอมิเตอร์: หากเราต้องการหาผลต่างของความดันระหว่างจุดสองจุดที่เราสังเกต แมนอมิเตอร์คือสิ่งที่จะช่วยเราได้ แมนอมิเตอร์ เป้นเครื่องมือวัดที่มาพร้อมกับท่อสองท่อที่ให้เรามาใช้เพื่อติดตั้งในจุดที่เราสังเกต เพื่อหาความต่างของแรงดัน รวมถึง สามารถหาทิศทางของการไหลของแรงดันได้ด้วย

โดยสรุปแล้ว การที่เราเข้าใจในความหมายของความดัน มีความสำคัญมากต่อการเลือกเครื่องมือ เนื่องจากมีลักษณะการใช้งานและจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เราจึงควรทำความเข้าใจในเรื่องทางทฤษฎีให้ได้เป็นพื้นฐาน และในส่วนของเครื่องมือวัดนั้น เราก้ต้องปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานอย่างเคร่งครัดด้วย เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานและเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ใช้เอง

การทดสอบความชื้นพื้นปูน

เครื่องวัดความชื้นปูน

เครื่องวัดความชื้นปูน การทดสอบความชื้นพื้นปูน Moisture Content ของพื้นปูนก่อนการทาสีอีพ็อกซี่นั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ หากเราไม่รู้หรือไม่มีการทดสอบความชื้นของคอนกรีตแล้ว การทาสีอีพ็อกซี่หรือสีอื่นลงไปก็มีแต่ความเสี่ยงที่จะเกิดการหลุดร่อนและสร้างปัญหาใหญ่ให้กับเราในอนาคต

การทดสอบความชื้นพื้นปูนคือการวัดค่า “Moisture Vapor Transmission” การไหลผ่านของไอความชื้นจากผิวดินข้างล่างขึ้นมาที่ผิวคอนกรีต เป็นสภาวะของการปรับสมดุลของความชื้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นระหว่างความชื้นในผิวดินกับผิวคอนกรีต เช่น ถ้าอุณหภูมของผิวคอนกรีตแห้งกว่าที่พื้นดิน ความชื้นก็จะทำการปรับสมดุลโดยการดันชื้นจากดินผ่านเข้ามาผิวหน้าปูน เป็นต้น

พื้นคอนกรีตดูเหมือนแข็งและมีความหนาแนานสูงแต่ที่จริงแล้วคอนกรีตก็เหมือนฟองน้ำนี่เอง มีรูพรุนมาก ทำให้เกิดการดูดซับหรือซึมผ่านของน้ำได้ ดังนั้นเมื่อมีไอน้ำหรือหรือความชื้นที่ใต้ดินติดกับผิวคอนกรีตก็สามารถซึมผ่านผิวคอนกรีตด้วยกระบวนการ “Hydrostatic Pressure” ได้ แต่เมื่อเราทำการทาสี Epoxy หรือสีอื่นทับลงที่ผิวคอนกรีต พื้นพวกนี้ไม่ยอมให้ความชื้นหรือไอไหลผ่านได้เพราะผิวสารเคลือบพื้นไม่มีรูพรุน ความชื้นจึงพยายามดันผ่านฟิล์มสีออกมา จึงทำให้เกิดการฟอง บวมและสีหลุดร่อน

การทดสอบความชื้นพื้นปูน ด้วยการสังเกตุด้วยตาเปล่านั้น สามารถทำไดโดยให้ทำการสังเกตุลักษณะของพื้นปูนว่ามีคลาบขาวของปูนหรือเปล่า ซึ่งคลาบขาวนี้เราเรียกว่า “Efflorescence” ซึ่งเกิดจากความชื้นที่ไหลผ่านคอนกรีตแล้วเกิดการควบแน่นของไอน้ำ เกิดเป็นคลาบของแคลเซียมไฮดรอกไซด์

หากไม่แน่ในหรือเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ผล การทดสอบความชื้นพื้นปูนด้วยวิธีข้่้างต้น ท่านสามารถทดสอบด้วยวิธีการทดสอบจะออกมาเป็นตัวเลข คือ หากค่าการทดสอบได้ค่าน้อยกว่า 4 แสดงว่าพื้นมีความชื้นปูนต่ำ ท่านสามารถทำการทาสี Epoxy ได้เลย

เครื่องวัดความชื้นปูน

 

ระดับความชื้นในคอนกรีตที่เหมาะสมสำหรับงาน Furnishings ที่ต้องมีการปิดคลุมผิวคอนกรีต (Coverings) จะขึ้นอยู่กับการใช้งานและการตกแต่งพื้นในภายหลัง ในพื้นคอนกรีตที่เปิดโล่งอาทิเช่น พื้นโรงงานและพื้นโกดัง

ความชื้นจากใต้พื้นดินจะสามารถส่งผ่านขึ้นมาสู่ผิวบนของคอนกรีตได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้ใช้วัสดุกั้น (Barrier) หรือวัสดุหน่วงการระเหยของไอน้ำ (Vapor Retarders) ก่อนการเทคอนกรีต ความชื้นในคอนกรีตจะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไออย่างช้าๆ โดยจะเกิดขึ้นบริเวณผิวหน้าของพื้นคอนกรีตโดยมากมักไม่มีผลทำให้เกิดความเสียหายใดๆ อย่างไรก็ตามหากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเหมาะสม ความชื้นจากคอนกรีตที่ระเหยขึ้นมาจะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำบนผิวหน้าของคอนกรีตได้ ทำให้วัสดุปิดผิวบวมหรือถึงกับหลุดร่อนออกมา

วิธีการลดโอกาสการเกิดการกลั่นตัว (Condense) ของความชื้นภายในคอนกรีตจนกลายเป็นหยดน้ำ สามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่การพยายามรักษาระดับความชื้นสัมพัทธ์บริเวณผิวบนของคอนกรีตให้ต่ำกว่า 85%

ในกรณีที่พื้นมีการขัดมันหรือมีการเคลือบวัสดุประเภทปรับปรุงคุณสมบัติของผิวหน้าคอนกรีตโดยไม่ได้ใช้วัสดุกั้นหรือหน่วงการระเหยของไอน้ำ สามารถยินยอมให้มีระดับความชื้นสัมพัทธ์บริเวณผิวบนของคอนกรีตได้ไม่เกิน 95% การขัดผิวหน้าของพื้นเช่นการพ่นเม็ดเหล็ก (Shotblasting) จะช่วยทำให้ความชื้นจากภายในคอนกรีตสามารถระบายอากาศได้อย่างสะดวก ทำให้ความชื้นสัมพัทธ์บริเวณผิวบนของคอนกรีตลดต่ำลงได้ แต่อย่างไรก็ดีการขัดผิวหน้าออกจะทำให้ความสามารถในการรับแรงขัดสีลดน้อยลง

การวัดระดับความชื้นในคอนกรีตสามารถวัดได้โดยอุปกรณ์ที่ใช้วัดความชื้นโดยเฉพาะซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศด้วยการเจาะรูเข้าไปในพื้นคอนกรีตที่ความลึก 1/3 ของความหนาของพื้น และหย่อนหัววัด (Probe) ลงไปแล้วปิดรูด้วยวัสดุกั้นความชื้น ทิ้งเอาไว้เป็นเวลา 3 วันแล้วจึงอ่านค่าความชื้นในพื้นคอนกรีต โดยระดับความชื้นสูงสุดในคอนกรีตที่เหมาะสมสำหรับงาน Furnishings

พลังงานชีวมวล หรือ พลังงานมวลชีวภาพ (Biomass Energy)

พลังงานชีวมวล

พลังงานชีวมวล หรือ พลังงานมวลชีวภาพ (Biomass Energy) คือ พลังงานที่ถูกเก็บสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตหรือสารอินทรีย์ทั่วๆ ไปตามธรรมชาติหรือในชีวมวล(Biomass) ที่เราสามารถนำมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้ เช่น ต้นหญ้า ต้นไม้ กิ่งไม้ หรือเศษวัสดุที่เหลือจากการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม เช่น ฟาง ขี้เลื่อย แกลบ ชานอ้อย เศษไม้ เปลือกไม้ มูลสัตว์ รวมทั้งของเหลือหรือขยะจากครัวเรือนมนุษย์ โดยอาจจะไม่ต้องผ่านหรือต้องผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานในรูปแบบที่สามารถใช้ได้ การไม่ผ่านการแปรรูปเลย เช่น การเผาเพื่อให้ได้พลังงานความร้อน ส่วนการต้องผ่านการแปรรูป เช่น ทำให้เป็นกลายเอทานอล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ, ความสะดวกและความต้องการจะใช้งานรูปแบบใดมากกว่ากัน

ชีวมวล หรือ มวลชีวภาพ (Biomass) คือ สารอินทรีย์ทั่วๆไปจากธรรมชาติ ที่จะสะสมพลังงานเก็บเอาไว้ในตัวของมันเอง และสามารถนำพลังงานของมันที่เก็บสะสมเอาไว้มาใช้ประโยชน์ได้

ตัวอย่างของสารอินทรีย์

เช่น เศษหญ้า เศษไม้ เศษวัสดุเหลือที่ทิ้งจากการเกษตรหรือจากการอุตสาหกรรม เช่น ขี้เลื่อย ฟาง แกลบ ชานอ้อย เป็นต้น

แกลบ ได้จากการสีข้าวเปลือก
ชานอ้อย ได้จากการผลิตน้ำตาลทราย
เศษไม้ ได้จากการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัสเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนได้จากสวนป่าที่ปลูกไว้
กากปาล์ม ได้จากการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด
กากมันสำปะหลัง ได้จากการผลิตแป้งมันสำปะหลัง
ซังข้าวโพด ได้จากการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดออก
กาบและกะลามะพร้าว ได้จากการนำมะพร้าวมาปลอกเปลือกออกเพื่อนำเนื้อมะพร้าวไปผลิตกะทิ และน้ำมันมะพร้าว
ส่าเหล้า ได้จากการผลิตแอลกอฮอล์เป็นต้น
สาหร่าย ได้จากการสกัดน้ำมันดิบออกจากสาหร่ายสด
หญ้าเนเปียร์

เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (wood pellets) จัดเป็นประเภทหนึ่งของเชื้อเพลิงที่ทำจากไม้ ซึ่งโดยทั่วไปจะผลิตจากขี้เลื่อยหรือเศษวัสดุจากการผลิตไม้แปรรูป หรือเศษไม้ที่เหลือใช้จากโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ และยังรวมถึงไม้จากการโค่นต้นไม้ที่ไม่จำเป็นหรือยืนต้นตาย การตัดแต่งกิ่งไม้ เป็นต้น เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด มีการผลิตในหลากหลายรูปแบบและยังมีคุณภาพสินค้าที่หลากหลายขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ ทั้งที่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้า, การให้ความร้อนกับที่อยู่อาศัยและการใช้งานประเภทอื่นๆ เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด มีความหนาแน่นสูงมากจากกระบวนการผลิต และจากกระบวนการให้ความร้อนสูงทำให้มีความชื้นต่ำ (ต่ำกว่า 10%) ซึ่งช่วยให้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด สามารถที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงมาก

นอกจากนี้ด้วยรูปทรงของตัวเชื้อเพลิงที่เป็นรูปทรงกระบอกมีขนาดค่อนข้างเท่ากันทุกชิ้น และมีขนาดเล็กทำให้สามารถที่จะนำระบบการป้อนเชื้อเพลิงอัตโนมัติมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถกำหนดปริมาณของเชื้อเพลิงได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถใช้ระบบการปล่อยเชื้อเพลิงแบบกรวย หรือระบบสายพานแบบนิวเมตริกก็ได้เช่นเดียวกัน. เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดมีความหนาแน่นสูงมาก (650-700 Kg/CBM) ทำไห้ได้เปรียบเชื้อเพลิงชีวมวลประเภทอื่นทั้งในด้านของพื้นที่ในการจัดเก็บและด้านการขนส่งในระยะทางที่ค่อนข้างไกลก็สามารถขนได้ในปริมาณที่มาก. เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดสามารถที่จะขนถ่ายจากที่เก็บขนาดใหญ่ให้กับรถขนส่งหรือไซโล (Silo) ตามความต้องการของลูกค้าได้โดยสะดวก.

ในส่วนของเตาเผาเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ซึ่งมีหลากหลายประเภททั้งเตาเผาให้ความร้อนส่วนกลางและเตาเผาสำหรับการใช้งานประเภทต่างๆ ได้รับการพัฒนาและมีการขายในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 1999. การปรับขึ้นราคาอย่างรวดเร็วของเชื้อเพลิงฟอซซิลในปี 2005 ทำให้ความต้องการเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดเพิ่มขึ้นทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา ทำให้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดมีการผลิตในระดับที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้เกิดขึ้น ตามข้อมูลของ International Energy Agency Task 40 กล่าวว่าการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่า ตัวในช่วงระหว่างปี 2006 ถึง 2010 มีปริมาณการผลิตมากกว่า 14 ล้านตัน และในรายงานปี 2012 ของ Biomass Energy Resource Center กล่าวว่า ปริมาณการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดในทวีปอเมริกาเหนือจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายในห้าปีข้างหน้านี้. ข้อดีของเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด

พลังงานชีวมวล

1. สะดวกในการขนส่ง และประหยัดค่าขนส่งเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชีวมวลชนิดอื่นเนื่องจากมีความหนาแน่นสูง (Bulk Density) ประมาณ 650-700 กิโลกรัม/ลูกบากศ์เมตร ในขณะที่ชิ้นไม้สับจะมีความหนาแน่นอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลกรัม/ลูกบากศ์เมตร และขี้เลื่อยความหนาแน่นที่ 200 กิโลกรัม/ลูกบากศ์เมตร.
2. สามารถควบคุมปริมาณการใช้ได้ง่ายเพราะมีขนาดที่เท่าๆกัน มีน้ำหนักที่ค่อนข้างแน่นอน ประสิทธิภาพของอัตราการเผาไหม้อยู่ที่มากกว่า 80% ของเตาเผา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้เตาเผาที่ต้องการอัตราการเผาไหม้ที่สม่ำเสมอ และมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์.
3. มีขี้เถ้าน้อยกว่าชีวมวลประเภทอื่น (3%) การจัดการขี้เถ้ามักจะเป็นปัญหาสำคัญของผู้ที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล โดยเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชีวมวลประเภทอื่นนั้น Wood Pellets มีขี้เถ้าน้อยมากคือไม่เกิน 3% ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขี้เถ้าส่วนเกินได้อีกทางหนึ่ง
4. ให้พลังงานความร้อนมากกว่าชีวมวลประเภทอื่น (High Heating Value) โดยมีค่า Net Calorific Value มากกว่า 16.5 MJ/kg แต่ถ้าเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลที่ไม่ได้มีการอัดและลดความชื้นค่าพลังงานจะอยู่ที่ประมาณ 10.9 MJ/kg เช่นไม้ฟืน ไม้สับ ขี้เลื่อย ขี้กบ สาเหตุที่เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดมีค่าพลังงานมากกว่าเป็นเพราะมีความชื้นน้อยกว่า 10% และเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดถือว่าเป็นแหล่งพลังงานที่มีค่าพลังงานสูง โดยเมื่อนำมาเปรียบเทียบค่าพลังงานกับน้ำมันเบานั้น เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด 2 กิโลกรัมจะเท่ากับน้ำมันเบา 1 ลิตรเลยทีเดียว ในขณะที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก
5. ค่าความชื้นต่ำ (น้อยกว่า10%) ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าค่าความชื้นของเชื้อเพลิงมีอัตราแปรผกผันกับค่าพลังงาน ยิ่งเชื้อเพลิงมีความชื้นมาก ก็หมายความว่าคุณกำลังซื้อน้ำ แทนที่จะได้เชื้อเพลิงในการผลิตพลังงาน.
6. เป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หนึ่งในก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน(Global Warming) เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาชีวมวลจะถูกหมุนเวียนกลับไปใช้โดยพืชเพื่อสังเคราะห์แสง (Carbon Offset)

ตารางแสดงสัดส่วนการเกิดชีวมวลต่อปริมาณผลผลิตที่ใช้ประเมินปริมาณการเกิดชีวมวลแต่ละชนิด
ชนิดพืช ชนิดชีวมวล สัดส่วนชีวมวลต่อผลผลิต(ตัน/ตันผลผลิต)
1. ข้าว 1. ฟางข้าว 0.49
2. แกลบ 0.21
2. อ้อย 3. ใบและยอดอ้อย 0.17
4. ชานอ้อย 0.28
3. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5. ยอด ใบและลำต้นข้าวโพด 1.84
6. ซังข้าวโพด 0.24
4. มันสำปะหลัง 7. เหง้ามันสำปะหลัง 0.2
8. กากมันสำปะหลัง 0.06
9. เปลือกมันสำปะหลัง 0.28
5. ปาล์มน้ำมัน 10. ลำต้นปาล์มน้ำมัน 1
11. ใบและทางปาล์ม 1.41
12. ทะลายปาล์มเปล่า 0.32
13. เส้นใยปาล์ม 0.19
14. กะลาปาล์ม 0.04
6. ถั่วเหลือง  ถั่วเขียว  ถั่วลิสง 15. ยอด ใบและลำต้น 1.177
7. ยางพารา 16. ตอ รากและกิ่งก้านไม้ยางพารา 5 ตันต่อไร่
17. ปลายไม้ยางพารา 12 ตันต่อไร่
18. ปีกไม้ยางพารา 12 ตันต่อไร่
19. ขี้เลื่อยและเศษไม้ยางพารา 3 ตันต่อไร่
8. มะพร้าว 20. จั่นและทะลายมะพร้าว 0.29
21. เปลือกและกาบมะพร้าว 0.33
22. กะลามะพร้าว 0.25
9. มะม่วงหิมพานต์ 23. เปลือกมะม่วงหิมพานต์ 0.74

คู่มือการใช้งาน เครื่องตรวจหาโลหะ MD03 (MD-88) ตอนที่ 1

คุณสมบัติทั่วไป

เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน MD03 มีจานค้นหามาให้ 2 จาน

สำหรับการใช้งานปกติทั่วไป เช่น ภายในอาคาร หรือ บริเวณพื้นดินที่มีเศษโลหะปนอยู่มาก ให้ใช้จานเล็ก ซึ่งจะให้ความแม่นยำกว่า

สำหรับการใช้งานเฉพาะด้าน เช่น ภายนอกอาคาร หรือ บริเวณพื้นดินที่ไม่มีโลหะปนเปื้อน และ ของที่ต้องการหาอยู่ลึก ควรใช้จานใหญ่

การหาโลหะใต้พื้นดินหนา ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบทางธรณีวิทยาได้ เนื่องจากมีแร่หลากหลายชนิดผสมปนอยู่ในเนื้อดิน ซึ่งแร่เหล่านี้ก็สามารถทำให้เครื่องตรวจหาโลหะส่งสัญญาณออกมาได้เช่นกัน สัญญาณจากแร่พวกนี้อาจกลบสัญญาณของโลหะที่ต้องการค้นหา ทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้

คนที่เคยใช้ เครื่องตรวจหาโลหะรุ่นเก่า จะสังเกตเห็นเกิดการเปลี่ยนแปลงสัญญาณเมื่อจานเคลื่อนผ่านผิวหน้าดินที่ไม่สม่ำเสมอ หรือในกรณีที่จานเคลื่อนผ่านกองดิน หินหรือเศษอิฐ โอกาสที่เครื่องตรวจหาโลหะจะส่งสัญญาณมีสูง ลักษณะนี้เรียกว่า มีการปนเปื้อนของแร่ ด้วยเหตุนี้  เครื่องตรวจหาโลหะรุ่นเก่า จึงไม่สามารถหาของที่อยู่ลึกได้

เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน MD03 เพิ่มระบบ ground balance เข้ามา เพื่อตัดการรบกวนจากการปนเปื้อนของแร่และเลือกค้นหาโลหะเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค

ความถี่ส่ง 6.99 KHz (+-2KHz)

ความถี่สัญญาณ 400 Hz

น้ำหนัก 4.5 kg

อุณหภูมิที่ใช้งาน -10 ~ 40C

ใช้ไฟ 12V

ความลึกสูงสุด : 5 เมตร (จานใหญ่)

2.5 เมตร (จานเล็ก)

ความลึกของการตรวจจับ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผิวหน้าของบริเวณที่ค้นหา รูปร่างและปริมาณขนาดของวัตถุที่ต้องการค้นหา

โดยทั่วไป วัตถุยิ่งมีขนาดใหญ่ ยิ่งมีจำนวนมาก ก็ยิ่งสามารถถูกหาเจอในที่ลึกกว่าได้

ความลึกสูงสุดข้างต้น อ้างอิงโดยใช้ แผ่นอลูมิเนียม ขนาด 60 x 60 x 1 ซม. ฝังในดินแห้ง

เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน

คำอธิบาย ส่วนควบคุมต่างๆ

เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน
เครื่องตรวจโลหะใต้ดิน

ด้านล่างของมิเตอร์นี้ จะมีปุ่มกด เรียกว่า ปุ่มความจำ หากกดหนึ่งครั้ง วงจรความจำจะเริ่มทำงาน โดยเก็บค่าสภาพแวดล้อม ของสถานที่ๆทำการค้นหา  ตัวอย่างเช่น เมื่อจานอยู่เหนือดิน เครื่องจะส่งสัญญาณของดิน ถ้ากดปุ่มตอนนั้นเลย สัญญาณจะถูกตัดไป ดังนั้นไม่ควรกดปุ่มนี้ที่ใกล้โลหะ เพราะจะทำให้หาโลหะไม่เจอถ้าเอาไปใช้หาโลหะบริเวณอื่น หากกดปุ่มค้างไว้ เครื่องจะไม่ตอบสนองกับวัตถุใดๆทั้งสิ้น

ก่อนการปรับปุ่มควบคุมใดๆ ควรกดปุ่มความจำค้างไว้จนกว่าจะเสร็จสิ้นการปรับ

การเปลี่ยนสถานที่หรือสภาพแวดล้อม อาจทำให้เข็มเบี่ยงออกจากศูนย์

ถ้ากดปุ่มแล้วปล่อย ณ.ขณะนั้น เข็มจะตีกลับมาที่ตำแหน่งศูนย์ ระหว่างทำการค้นหา ต้องกดปุ่มแล้วปล่อยเป็นช่วงๆ

หากหมุนปุ่มนี้ไปตามเข็มนาฬิกา เสียงจะค่อยๆเพิ่มขึ้น จากไม่มีเสียง แล้วค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ

ระหว่างทำการค้นหา ควรมีเสียงเบาสม่ำเสมอจากเครื่อง เสียงนี้เรียกว่า “threshold”

สิ่งที่ต้องทำคือค่อยๆปรับปุ่มนี้จนได้ยินเสียงครางเบาๆ ยิ่งเบาพอได้ยินเท่าไรยิ่งดี เครื่องมีความไวที่สุด ถ้าปรับเสียงเบาที่สุด

เมื่อทำการปรับเสียง threshold ต้องกดปุ่มความจำค้างไว้จนเสร็จ

ขณะทำการค้นหา เมื่อไรก็ตามถ้าระดับเสียง threshold เปลี่ยน ให้กดปุ่มความจำแล้วปล่อยทันที เพื่อเป็นการรีเซ็ต

ปุ่มควบคุมความไว หากหมุนทวนเข็มนาฬิกาจนสุด ค่าความไวเป็นต่ำสุด ความลึกในการตรวจจับจะตื้น ถ้าหมุนตามเข็มนาฬิกา ความไวจะค่อยๆเพิ่มขึ้น ตำแหน่งขวาสุด จะใด้ความไวสูงสุด ได้ความลึกในการตรวจจับมากสุด

แน่นอนที่สุด เราคาดหวังว่าเครื่องจะสามารถค้นหาได้ลึกๆ แต่อย่าลืมผลจากการปนเปื้อนของแร่ ในบริเวณที่มีการปนเปื้อนของแร่มาก ถ้าเพิ่มความไว จะทำให้การจับสัญญาณผิดพลาด เครื่องจะส่งสัญญาณทุกที่ทั่วบริเวณ ผลก็คือ ไม่สามารถหาอะไรเจอ ในสถานการณ์แบบนี้ เราควรลดความไวที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบของการปนเปื้อนของแร่ ในบริเวณที่ดินมีความสม่ำเสมอ และไม่มีเศษโลหะ สามารถปรับความไวสูงๆได้ ทำให้หาของที่อยู่ลึกได้

หมายเหตุ : ทุกครั้งที่ปรับความไว ต้องกดปุ่มความจำแล้วปล่อยเสมอ